งานวิจัยล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาไปทั่วโลก หลังพบว่า “เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล” หรือ THC สารสำคัญที่ทำให้ “เมา” ในกัญชา มีความเข้มข้นสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ข้อมูลจาก Axios เผยว่า ปริมาณ THC โดยเฉลี่ยในกัญชาที่วางขายในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับยุค 90 ซึ่งก่อให้เกิดทั้งความกังวลด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ในวงกว้าง Axios สำหรับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ตัวเยาวชนเอง กระแสความแรงของกัญชาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนี้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทั้งด้านสาธารณสุข กฎหมาย และมุมมองทางวัฒนธรรมที่เรามีต่อพืชชนิดนี้

ต้องยอมรับว่า “กัญชา” ที่คนยุคก่อนรู้จักนั้นแตกต่างจากกัญชาในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง หากย้อนไปในยุค 90 กัญชาที่มี THC ราว 5% ก็จัดว่าแรงที่สุดในตลาดแล้ว แต่พอมาถึงปี 2025 กัญชาในรูปแบบดอก สารสกัด หรือแม้กระทั่งขนมผสมกัญชาหลายชนิด มีระดับ THC แตะ 20-30% กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แถมบางชนิดยังแรงกว่านั้นอีกมาก Axios, PsyciatryOnline.org, ScienceDaily ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงมาจากเทคนิคการเพาะปลูกและปรับปรุงสายพันธุ์ที่เน้นความแรงโดยเฉพาะ บวกกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่อยากได้ “ความเมาที่หนักหน่วงขึ้น” แต่การแข่งขันกันปั่นระดับ THC ให้สูงลิ่ว ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้หน้าใหม่และเยาวชนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Psychiatry เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ตอกย้ำว่า ระดับ THC ในกัญชาทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปได้ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ คณะผู้วิจัยได้ออกมาเตือนว่า ความนิยมกัญชาสายพันธุ์แรงเหล่านี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาการเสพติดกัญชาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอาการทางจิตเวชเฉียบพลัน เช่น อาการโรคจิต (psychosis) ความหวาดระแวง และอาการตื่นตระหนก (panic attacks) PsyciatryOnline.org ยกตัวอย่างเช่น ในอิตาลี มีรายงานว่าตัวอย่างแฮชิช (กัญชาอัดแท่ง) ที่ตรวจพบ มีค่า THC เฉลี่ยพุ่งจาก 13.7% ในปี 2015 ไปเป็น 27.1% ในปี 2022 และบางตัวอย่างทะลุหลัก 40% เลยทีเดียว ซึ่งแนวโน้มลักษณะนี้กำลังเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศเช่นกัน PubMed

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเมืองไทย? ในเมื่อกฎหมายกัญชาของไทยเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังปี 2565 ที่ผ่านมา? แต่เดิม กัญชาในไทยเคยอยู่ในสถานะก้ำกึ่ง เป็นทั้งสมุนไพรในตำรับยาพื้นบ้าน (ใช้รักษาโรค) และพืชที่ปลูกกันในท้องถิ่น แต่ก็ถูกจัดเป็นสิ่งผิดกฎหมายมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งมีการปลดล็อกครั้งสำคัญในปี 2565 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติในทันที เกิดปรากฏการณ์ “กัญชาฟีเวอร์” ขึ้น ทั้งในแง่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มี THC ต่ำ และสินค้าเพื่อสันทนาการที่มีความแรงมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับผลกระทบของกัญชาความแรงสูง ประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องรับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยความรู้ความเข้าใจ และความรอบคอบยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของกฎหมายและระบบสาธารณสุข

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านต่างเน้นย้ำว่า การใช้กัญชาที่มีความแรงสูงในกลุ่มเยาวชนนั้นอันตรายเป็นพิเศษ จากบทวิเคราะห์ทางการแพทย์ปี 2024 ที่เผยแพร่ใน PubMed ชี้ว่า วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบต่อสมองมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น ปัญหาความจำ การขาดสมาธิ ผลการเรียนตกต่ำ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช “กัญชาแรงๆ ไม่ใช่สมุนไพรอ่อนๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมองที่กำลังพัฒนา” ดร.โนรา โวล์คอฟ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาเสพติดแห่งชาติสหรัฐฯ (NIDA) กล่าวย้ำเตือน NIDA.gov คำเตือนนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล ที่ระบุว่า “ระดับ THC ที่สูงมากๆ ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพจิต เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคจิต ภาวะสมองเสื่อม การเสพติด หรือปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว” Yale Medicine

ภาครัฐไทยกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ท้าทายนี้โดยตรง แม้ว่าในตอนแรก การปลดล็อกกัญชาจะมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านสมุนไพร แต่บทเรียนจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรป พบว่า การปล่อยให้กัญชามีความแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพอ กลับส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชจากการใช้เกินขนาดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ Washington City Paper, East Bay Times

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ “กัญชารูปแบบใหม่ๆ” ที่ถูกพัฒนาให้บริโภคง่ายขึ้น เช่น เยลลี่ ขนม ช็อกโกแลต เครื่องดื่ม หรือน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (vape) ที่มีการเติม THC ในปริมาณสูง ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับสารเข้าร่างกายได้ง่าย และบางครั้งอาจเผลอใช้ในปริมาณที่มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยิ่งดึงดูดความสนใจของกลุ่มวัยรุ่น และทำให้เส้นแบ่งระหว่างการใช้เพื่อสันทนาการกับการใช้เกินขนาดโดยไม่ตั้งใจนั้นบางลง

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้จำเป็นต้องเร่งสร้าง “ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน” อย่างจริงจัง ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่ากัญชาในปัจจุบันมีความแรงมากขึ้น และมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเน้นย้ำเรื่องความรับผิดชอบในการใช้ การกำหนดให้มีฉลากที่ชัดเจน การระบุปริมาณ THC สูงสุดที่อนุญาต การตรวจสอบอายุผู้ซื้ออย่างเข้มงวด และการให้คำเตือนแก่ผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา ล้วนเป็นมาตรการที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสนับสนุน ดร.โวล์คอฟเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพิจารณาใช้ “หน่วยมาตรฐานของ THC” (เช่น กำหนดหน่วยบริโภคที่ 5 มิลลิกรัม) คล้ายกับมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคประเมินปริมาณการใช้ได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการบริโภคเกินขนาด NIDA.gov

อย่างไรก็ตาม บริบทของสังคมไทยยิ่งทำให้เรื่องนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้กัญชาจะมีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สังคมไทยคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของกัญชาในฐานะสิ่งผิดกฎหมายและเป็นเรื่องน่าอับอาย การปลดล็อกครั้งล่าสุดจึงกลายเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความกังวลในเวลาเดียวกัน ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับ “ความสำเร็จทางการศึกษา” และสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ประเด็นเรื่องวัยรุ่นใช้กัญชาความแรงสูงจึงกระทบความรู้สึกของคนไทยโดยตรง นักวิชาการบางส่วนเริ่มเตือนว่า ปัญหาการติดกัญชา โดยเฉพาะสายพันธุ์แรง กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในภูมิภาคเอเชีย แม้จะยังขาดการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่ก็เริ่มมีความพยายามในการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังผลกระทบในประเทศไทยแล้ว เพียงแต่ยังต้องการงบประมาณและ “การวิจัยเพิ่มเติม” อีกมาก

แล้วคนไทยควรรับมืออย่างไร? อันดับแรก ต้อง “รู้เท่าทัน” ว่ากัญชายุคนี้ไม่เหมือนเดิม มันแรงขึ้นมาก ก่อนตัดสินใจใช้ ควรตรวจสอบข้อมูลปริมาณ THC บนผลิตภัณฑ์เสมอ และระมัดระวังเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เช่น ขนม สารสกัดเข้มข้น หรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ประการที่สอง ต้องเปิดใจพูดคุยกับเยาวชนในครอบครัวเกี่ยวกับกัญชา โดยใช้ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่การขู่ เพื่อสร้างความเข้าใจและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง ครู อาจารย์ หมออนามัย และผู้ให้คำปรึกษาในโรงเรียน ควรได้รับข้อมูลงานวิจัยที่ทันสมัยจากต่างประเทศ และอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ

ถัดมา ควรผลักดันให้ภาครัฐลงทุนใน “การวิจัยและติดตามผลกระทบอย่างจริงจัง” โดยอาจศึกษาแนวทางจากประเทศตะวันตก กัญชาที่มีความเข้มข้นสูงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดเพดาน THC ต่อหน่วยบริโภค และการบังคับใช้กฎหมายห้ามขายให้ผู้เยาว์อย่างจริงจัง มิฉะนั้น ประโยชน์ที่คาดหวังอาจไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา ดังที่หลายรัฐในสหรัฐฯ ได้ประสบมาแล้ว Axios, ScienceDaily

ท้ายที่สุด อย่าลืมหลักการ “ความพอเหมาะพอควร” ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาสำคัญของไทย กัญชาอาจมีประโยชน์ในทางการแพทย์หรือช่วยผ่อนคลายได้ แต่เมื่อกัญชาในยุคนี้มี “ฤทธิ์” ที่แรงกว่าเดิมมาก การใช้จึงต้องมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” ที่สูงขึ้นด้วย ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลของสถาบันวิจัยยาเสพติดแห่งชาติสหรัฐฯ (NIDA), คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale Medicine), หรือค้นหางานวิจัยใหม่ๆ ได้จากฐานข้อมูล PubMed รวมถึงติดตามข่าวสารจากสื่อต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ เช่น Axios และ Washington City Paper