ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าทำไมออกกำลังกายในยิมมันเหนื่อยยากและนานแสนนานขนาดนี้ คุณไม่ได้คิดไปเองคนเดียวหรอก และในที่สุดวิทยาศาสตร์ก็อาจมีคำตอบเรื่องนี้แล้ว งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Brain and Behaviour และรายงานโดย The Guardian เผยว่า การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เวลาบิดเบี้ยว” (time warp) ทำให้คุณรู้สึกว่าการออกกำลังกายนั้นนานกว่าความเป็นจริง ผลการศึกษานี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อยากฟิตหุ่น หรือแม้แต่คนที่แค่อยากจะเอาตัวรอดจากคลาสปั่นจักรยานสุดโหดให้ได้ โดยนักวิจัยชี้ว่าการรับรู้เวลาของเราอาจได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความรู้สึกไม่สบายตัวและความพยายามที่ต้องใส่ลงไปในการออกกำลังกายนั้น ๆ (The Guardian)

สำหรับคนไทยจำนวนมากที่หันมาออกกำลังกายตามเทรนด์ฮิต ตั้งแต่ HIIT (การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา) ไปจนถึงการปั่นจักรยานสุดท้าทายช่วงสุดสัปดาห์รอบสวนลุมพินี ความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลงเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ น่าจะเป็นประสบการณ์ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่สำคัญต่อแรงจูงใจของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสและครูพละในการออกแบบโปรแกรมที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ แอนดรูว์ เอ็ดเวิร์ดส์ จาก Canterbury Christ Church University ในสหราชอาณาจักร ได้คัดเลือกอาสาสมัครสุขภาพดีและออกกำลังกายเป็นประจำจำนวน 33 คน อาสาสมัครเหล่านี้เข้าร่วมการทดลองปั่นจักรยานบนเครื่องออกกำลังกายเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตรหลายครั้ง โดยแต่ละครั้งออกแบบมาเพื่อทดสอบการรับรู้เวลาภายใต้ความหนักและสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป

ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลองแต่ละครั้ง อาสาสมัครจะถูกขอให้กะประมาณช่วงเวลา 30 วินาที ไม่ว่าจะปั่นคนเดียว มีอวตารเสมือนปั่นเป็นเพื่อน หรือแข่งกับคู่ต่อสู้เสมือนจริง ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนกันคือ: ระหว่างการปั่นจักรยานอย่างหนัก อาสาสมัครจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานกว่าความเป็นจริงประมาณ 10% อย่างสม่ำเสมอ ศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ดส์อธิบายว่า “คนเรารับรู้ว่าเวลาเคลื่อนที่ช้าลงขณะออกกำลังกาย การบิดเบือนการรับรู้นี้อาจส่งผลต่อการคุมจังหวะ (pacing) และความเพลิดเพลินในการออกกำลังกาย” พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งกิจกรรมนั้นรู้สึกหนักหรืออึดอัดมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นการยืดความรู้สึกส่วนตัวของเราเกี่ยวกับเวลาออกไป

น่าสนใจว่า งานวิจัยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการรับรู้เวลา ไม่ว่าผู้เข้าร่วมจะแข่งขันกับอวตารหรือปั่นคนเดียวก็ตาม นี่ชี้ให้เห็นว่าความหนักหน่วงทั้งทางร่างกายและจิตใจต่างหาก (ไม่ใช่การแข่งขันหรือสิ่งรบกวน) ที่เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดปรากฏการณ์เวลาบิดเบี้ยวนี้ งานวิจัยติดตามผลโดยเอ็ดเวิร์ดส์ชี้แนะว่าความเพลิดเพลินและการมีส่วนร่วมอาจช่วยลดทอนประสบการณ์นี้ได้เล็กน้อย ตัวอย่างเช่น มีรายงานจากนักฟุตบอลอาชีพว่าเวลารู้สึกผ่านไปเร็วกว่าระหว่างการฝึกซ้อมทักษะฟุตบอล เมื่อเทียบกับการวิ่งบนลู่วิ่งหรือการดูวิดีโอวิเคราะห์เกม อาจเป็นเพราะการฝึกซ้อมที่น่าสนใจนั้นน่าเบื่อน้อยกว่า (The Guardian)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับการปั่นจักรยานหรือการออกกำลังกายเท่านั้น คล้ายกับคำเปรียบเทียบเรื่องสัมพัทธภาพสุดคลาสสิกของไอน์สไตน์ที่ว่า “เมื่อคุณนั่งคุยกับสาวสวย 2 ชั่วโมง คุณจะรู้สึกเหมือนแค่แป๊บเดียว แต่เมื่อคุณนั่งบนเตาร้อนๆ แค่นาทีเดียว คุณจะรู้สึกเหมือน 2 ชั่วโมง” ในบริบทของการออกกำลังกาย ยิ่งเราจดจ่อกับสัญญาณจากร่างกายมากเท่าไหร่ เช่น ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า หรือความรู้สึกไม่สบายตัว เวลาก็จะยิ่งรู้สึกยืดเยื้อมากขึ้นเท่านั้น “การออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายหนัก ๆ จะเพิ่มการจดจ่อไปที่ร่างกาย ทำให้เกิดการตระหนักรู้ในแต่ละขณะที่สูงขึ้น นั่นทำให้รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปช้าลง” เอ็ดเวิร์ดส์กล่าว

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็สนับสนุนแนวคิดนี้ การศึกษาเกี่ยวกับความหนักของการออกกำลังกายและผลกระทบต่อการรับรู้ แสดงให้เห็นว่าระดับการออกแรงที่สูงไม่เพียงแต่เพิ่มความเหนื่อยล้าทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มระดับการรับรู้ถึงความเหนื่อยและความเจ็บปวดด้วย (PubMed Study 1) และนักกีฬามักจะเบื่อหน่ายกับการฝึกซ้อมที่ซ้ำซากจำเจหรือน่าตื่นเต้นน้อย นักวิจัยและเทรนเนอร์ชาวไทยอาจเห็นว่าผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่เกิดจากวิถีชีวิตในบ้านเรากำลังเพิ่มสูงขึ้น และผู้คนจำนวนมากขึ้นพยายามที่จะเพิ่มกิจกรรมทางกายเข้าไปในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการศึกษา งานวิจัยนี้นำเสนอมุมมองใหม่ว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกว่าการทำตามแผนออกกำลังกายเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน หาก ‘เวลา’ ในการออกกำลังกายรู้สึกนานขึ้น กำลังใจก็อาจจะถดถอยลง การเพิ่มความสนุกสนานหรือการใช้สิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น เสียงเพลง ทิวทัศน์ หรือกิจกรรมกลุ่ม อาจช่วยลดผลกระทบจากเวลาที่บิดเบี้ยวและเพิ่มความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายได้

ในบริบทของไทย ความนิยมในกิจกรรมกลุ่มที่ใช้เสียงเพลงเป็นตัวนำ เช่น การเต้นแอโรบิกตามสวนสาธารณะ หรือคลาสมวยไทยกลุ่มมันส์ๆ อาจมีส่วนมาจากหลักการทางจิตวิทยานี้ สิ่งเบี่ยงเบนความสนใจที่สนุกสนาน หรือการมีเพื่อนร่วมด้วยช่วยกัน สามารถทำให้การออกกำลังกายรู้สึกหนักหน่วงน้อยลงได้ แม้ว่าร่างกายจะทำงานหนักก็ตาม ดังที่นายแพทย์ อนุวัฒน์ สุวรรณมงคล แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาชื่อดัง เคยให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post ไว้ว่า “แรงจูงใจไม่ได้เกี่ยวกับประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับความสนุกด้วย เมื่อคนเรารู้สึกสนุก พวกเขาจะรับรู้ถึงเวลาที่ผ่านไปน้อยลงและจะกลับมาทำอีกเรื่อย ๆ”

ในอนาคต งานวิจัยนี้อาจเป็นข้อมูลสำหรับแนวทางใหม่ ๆ ในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกาย การฝึกสอนนักกีฬา หรือแม้กระทั่งการฟื้นฟูสมรรถภาพ การทำให้กิจวัตรการออกกำลังกายแบบไทย ๆ น่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การผสมผสานดนตรี เกม หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (VR) อาจช่วยให้ผู้คนเอาชนะอุปสรรคทางจิตใจที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนักได้ สำหรับวิชาพละในโรงเรียน การใช้การแข่งขันที่สนุกสนานหรือการสลับสับเปลี่ยนกิจกรรม อาจช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนรู้สึกว่ากำลัง ‘ฝืนทน’ กับการฝึกซ้ำ ๆ ที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่เอาไปใช้ได้จริงก็คือ: หากการวิ่งบนลู่วิ่งของคุณรู้สึกนานเป็นสองเท่าของเวลาจริง ให้รู้ไว้เลยว่าสมองของคุณก็มีส่วนทำให้รู้สึกแบบนั้น เพื่อให้มีกำลังใจเต็มเปี่ยมและออกกำลังกายได้อย่างยั่งยืน ลองหาสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น เพลงจังหวะสนุกๆ ปลุกใจ กิจกรรมที่หลากหลาย หรือการออกกำลังกายเป็นกลุ่มกับเพื่อน ๆ และอย่าลืมคุณค่าของความสนุก—เน้นสนุกเข้าไว้—เพื่อต่อสู้กับปรากฏการณ์เวลาบิดเบี้ยวนี้ (Engoo Daily News, PsyPost)

ในขณะที่มีงานวิจัยเพิ่มเติมออกมา (ตัวอย่างเช่น Wiley Online Library) ก็หวังว่าเทรนเนอร์ โรงเรียน และหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยจะสามารถสร้างสรรค์โปรแกรมที่ไม่เพียงแต่สร้างเสริมสุขภาพกาย แต่ยังเข้ากับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ อย่างแท้จริง—ผสมผสานความท้าทายเข้ากับความเพลิดเพลิน และความฟิตเข้ากับความสนุก ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คลาสซุมบ้า การวิ่ง หรือการปั่นจักรยานของคุณรู้สึกยาวนานไม่รู้จบ ลองเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ชวนเพื่อนไปด้วย เปิดเพลงโปรด หรือเลือกเส้นทางที่มีวิวสวย ๆ คุณอาจจะหลอกสมองตัวเองได้สำเร็จ ให้คิดว่าเวลาผ่านไปเร็วเมื่อคุณกำลังสนุก