ผลสำรวจชิ้นล่าสุดจากแดนอาทิตย์อุทัย ตีพิมพ์โดย The Japan Times กำลังส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง เมื่อพบว่าชาวญี่ปุ่นขยับร่างกายน้อยลงกว่าแต่ก่อน ประเด็นนี้จุดกระแสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและภาครัฐต้องหันมาถกกันถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของประชากร ข่าวนี้ไม่ใช่แค่สะท้อนวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นกระจกเงาให้สังคมไทยต้องฉุกคิด เพราะบ้านเราเองก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาพฤติกรรมเนือยนิ่งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ต่างกัน

รายงานระบุว่า ผลสำรวจที่ทำเมื่อต้นปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลายคนยอมรับว่าออกกำลังกายน้อยลงกว่าปีก่อนๆ ปัจจัยหลักๆ มาจากตารางงานที่รัดตัว ผลพวงที่ยังหลงเหลือจากโควิด-19 ข้อจำกัดของชีวิตเมือง และการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอที่มากขึ้น ข้อมูลนี้น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน แถมภาระโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตอย่าง โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ก็ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ (Japan Times)

สำหรับประเทศไทยเอง กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกมาเตือนเรื่องกิจกรรมทางกายที่ลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่มาสักพักแล้ว รายงานปี 2023 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า มีคนไทยแค่ราว 40% เท่านั้น ที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ (150 นาทีต่อสัปดาห์) ตัวเลขนี้นับว่าต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดระบาด และสะท้อนเทรนด์เดียวกับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ดร. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ความเห็นว่า “ไทยเรากำลังเผชิญวิกฤตเรื่องการขยับร่างกายน้อย คล้ายๆ กับที่เห็นในสังคมเอเชียที่พัฒนาแล้วอื่นๆ การขยายตัวของเมือง ชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน และชีวิตที่ผูกติดกับโลกดิจิทัล ล้วนเป็นตัวเร่ง”

ผลสำรวจของญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อบ้านเราเช่นกัน การทำงานจากบ้านที่กลายเป็นเรื่องปกติ และการเสพสื่อดิจิทัลที่หนักข้อขึ้น ตั้งแต่การดูซีรีส์มาราธอนไปจนถึงการติดเกมมือถือ ล้วนส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ หรือ “ชีวิตติดจอ” ไปทั่วเอเชียตะวันออก ในไทยเอง เทรนด์นี้เห็นได้ชัดมากในกลุ่มวัยรุ่นและพนักงานออฟฟิศ ที่มีรายงานว่าใช้เวลาหน้าจอมากขึ้นและขยับตัวน้อยลงตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ในปี 2020 ผลการศึกษาล่าสุดในวารสารสาธารณสุขไทย (Thai Journal of Public Health) ยังชี้ว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดช่วงโควิด ยิ่งบั่นทอนแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ซึ่งอาจซ้ำเติมพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น (วารสารสาธารณสุขไทย)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากญี่ปุ่นและไทยต่างเน้นย้ำว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน ศาสตราจารย์ยูโกะ คิมูระ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสุขภาพ มหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวกับ The Japan Times ว่า “การออกกำลังกายที่ลดลง ไม่ใช่แค่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่ยังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตด้วย” ทางฝั่งไทย นักรณรงค์ด้านสุขภาพก็แสดงความกังวลไม่ต่างกัน “ถ้าคนไทยยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นอัตราโรคเรื้อรังที่สูงขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย” พญ.สุพมาศ ศิริกุลชัย จากโรงพยาบาลรามาธิบดี เตือน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่สุขภาพรายบุคคล ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยคุ้นเคยกับกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่งออกกำลังกาย หรือกีฬาพื้นบ้านที่เล่นกันเป็นกลุ่มมานาน แต่เมื่อเมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับหย่อนใจกลับหดหายไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ผลสำรวจของ กทม. ปี 2024 พบว่ากว่า 60% ของคนกรุง ชี้ว่าการขาดแคลนสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ญี่ปุ่นเองก็กำลังหาทางแก้ไขอยู่เช่นกัน (กรุงเทพมหานคร)

ในอดีต ทั้งสังคมญี่ปุ่นและไทยต่างมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและเน้นกิจกรรมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกีฬาในโรงเรียน ชมรมเดินออกกำลังกายในชุมชน หรืองานวัดงานบุญต่างๆ อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตที่เน้นการทำกิจกรรมร่วมกันเหล่านี้กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากการพัฒนาสู่ความทันสมัยและการเปลี่ยนแปลงสมดุลชีวิตและการทำงาน การที่กิจกรรมขยับร่างกายง่ายๆ ในชุมชนลดน้อยลง ไม่เพียงสะท้อนความชอบส่วนตัวที่เปลี่ยนไป แต่ยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งกว่านั้น

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากไม่มีการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง คนไทยจำนวนมากขึ้นก็จะเผชิญความเสี่ยงโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตตามรอยชาวญี่ปุ่น การป้องกันจึงต้องอาศัยหลายๆ แนวทางประกอบกัน ตั้งแต่การลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการออกกำลังกาย โครงการส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน ไปจนถึงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ทั่วประเทศ ปัจจุบัน แม้จะมีโครงการอย่าง “ปั่นเพื่อพ่อ” หรือสวนสาธารณะประชารัฐ ที่พยายามจุดกระแสการใช้ชีวิตแอคทีฟ แต่ก็ยังเข้าถึงคนได้ไม่ทั่วถึงนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน

สำหรับคนไทยเราๆ ท่านๆ ที่กำลังเผชิญกับตารางงานที่ยุ่งเหยิงและข้อจำกัดของชีวิตเมือง ผลสำรวจจากญี่ปุ่นนี้ถือเป็นเสียงเตือนที่ดังขึ้นในเวลาที่เหมาะสม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินให้ได้วันละครึ่งชั่วโมง เลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือชวนเพื่อนบ้านตั้งกลุ่มออกกำลังกายง่ายๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาวได้ ครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ในการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้คนรุ่นต่อไปห่างไกลจากภัยสุขภาพที่เกิดจากการไม่ขยับตัว

ในโลกยุคดิจิทัลที่หมุนเร็วอย่างทุกวันนี้ ผลกระทบจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกายเปรียบเสมือน “ภัยเงียบ” ที่คุกคามทั้งสุขภาวะและศักยภาพของสังคม ทั้งในญี่ปุ่นและไทย การเรียนรู้จากแนวโน้มของประเทศอื่นและลงมือป้องกันเชิงรุก ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับชุมชน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางไปสู่วิถีชีวิตที่แข็งแรงและกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้นได้

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับกิจกรรมทางกายที่แนะนำได้จากแนวทางขององค์การอนามัยโลก (แนวทาง WHO) ส่วนแหล่งข้อมูลในประเทศอย่าง สสส. ก็มีเครื่องมือและโครงการในชุมชนที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นขยับร่างกายได้เช่นกัน (สสส.)