นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีโทโยฮาชิ ประเทศญี่ปุ่น ค้นพบสัญญาณสมองแบบพิเศษที่บ่งบอกว่าทีมกำลังเข้าสู่ “สภาวะ Flow” หรือภาวะลื่นไหล จดจ่อร่วมกันอย่างเต็มที่ การค้นพบนี้อาจพลิกโฉมวิธีสร้างทีมเวิร์คให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักเรียน หรือแม้แต่ทีมอีสปอร์ตในบ้านเรา สภาวะ Flow ของทีม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงจิตวิทยาเชิงบวก ว่าเป็นภาวะที่คนเราจดจ่อกับงานที่ทำร่วมกันจนลืมเวลา ได้รับการยืนยันแล้วว่าช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการทำงาน แถมยังดีต่อสุขภาพจิตด้วย ในงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Scientific Reports นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อบันทึก “ลายเซ็น” สัญญาณไฟฟ้าเฉพาะตัวที่บอกถึงสมาธิ ขณะให้ผู้เข้าร่วมทดลองเล่นวิดีโอเกมจับจังหวะที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการเคลื่อนไหวที่พร้อมเพรียงกันเป็นคู่ คล้ายกับเกมดังอย่าง Guitar Hero (ข่าว Caltech)

ข้อค้นพบสำคัญคือ: คนที่มีรูปแบบการทำงานของสมองคล้ายกัน มีแนวโน้มจะเกิด “สภาวะ Flow แบบทีม” ร่วมกันได้ง่ายกว่า ทำให้กลายเป็นทีมที่เข้าขา ทำงานไหลลื่น และมีประสิทธิภาพสูงมาก แม้จะมีสิ่งรบกวนภายนอกก็ตาม เรื่อง ‘เคมี’ ที่เข้ากันในการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอีกต่อไป เพราะตอนนี้สามารถวัดผลและเห็นภาพได้แบบเรียลไทม์ “แนวคิดเรื่องสภาวะ Flow มาจากหลักจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่ทำให้หมดไฟ” ดร. โมฮัมหมัด เชฮาตา หนึ่งในผู้เขียนหลักร่วม อธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยกำลังเชื่อมโยงประสบการณ์ที่แต่ละคนรู้สึก กับหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในบริบทสังคมไทย ที่ซึ่งความสามัคคีปรองดอง หรือ ‘ความสำรวม’ ในการทำงานร่วมกัน ถือเป็นสิ่งที่มีค่าทั้งในที่ทำงานและสถานศึกษา

งานวิจัยนี้ท้าทายความคิดเดิมๆ ที่ว่าการทำงานเป็นทีมที่ดีเป็นแค่เรื่องของการมีทักษะหรือบุคลิกที่หลากหลายมารวมกัน จากการวัดและสร้างแผนผังการทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมแต่ละคนขณะทำงานคนเดียว ทำงานเป็นกลุ่ม หรือทำงานในสภาวะปกติ (ไม่ใช่ Flow) นักวิทยาศาสตร์พบว่า ความคล้ายคลึงกันของรูปแบบคลื่นสมอง EEG ในหลายๆ มิติ สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่าใครจะ “คลิก” หรือเข้าขากันได้ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น แม้เพื่อนร่วมงานสองคนอาจจะไม่เข้าขากันเลยตอนเล่นเกมที่ต้องใช้ความเร็ว แต่พวกเขาอาจเข้าสู่สภาวะ Flow ร่วมกันได้ดีเยี่ยมเมื่องานเปลี่ยนไป เช่น การช่วยกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ หรือการเล่นกีฬา งานวิจัยชี้ว่า “ค่าการตรวจวัด EEG ของแต่ละคนจะต่างกันไปตามงานที่ทำ” ซึ่งย้ำว่าความเข้ากันได้นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเปลี่ยนแปลงได้เสมอ (ข่าว Caltech)

ศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทยนั้นกว้างขวางมาก ตั้งแต่การบริหารธุรกิจ การศึกษา ไปจนถึงวงการกีฬา และภารกิจที่ต้องใช้ความร่วมมือระยะยาว เช่น การเดินทางในอวกาศ หรือการสำรวจขั้วโลก ในออฟฟิศและห้องเรียนที่ต้องทำโปรเจกต์กลุ่มกันเป็นประจำ การรู้ว่านักเรียนหรือเพื่อนร่วมทีมคนไหนมีแววว่าจะ “Flow” เข้ากันได้ดีที่สุด อาจพลิกโฉมการทำงานไปเลย คนไทยมีวัฒนธรรมที่เน้นการทำงานเป็นกลุ่มให้กลมเกลียวกันอยู่แล้ว (“การทำงานร่วมกัน”) แต่งานวิจัยนี้เสนอแนวทางที่จะยกระดับการประสานพลังของทีม จากเรื่องของสัญชาตญาณไปสู่การปฏิบัติที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ ดร. ชินสุเกะ ชิโมโจ ผู้เขียนอาวุโส กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำความเข้าใจสัญญาณสมองของสภาวะ Flow แบบทีมให้มากขึ้น เพื่อที่ในท้ายที่สุด เราจะสามารถทำนายจากโปรไฟล์การทำงานของสมองได้เลยว่าใครน่าจะเข้ากันได้ดีในทีม”

สำหรับองค์กรในไทย เรื่องนี้อาจตอบโจทย์กระแสที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ประสิทธิภาพการทำงาน และสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) มากขึ้น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่โค้ชอีสปอร์ต ที่การเข้าขากันของทีมตัดสินแพ้ชนะได้ อาจหันมาใช้การสร้างโปรไฟล์ด้วย EEG เพื่อจัดทีมที่เข้ากันได้ดีที่สุด ในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การศึกษาและธุรกิจของไทยให้ความสำคัญกับความสำเร็จของส่วนรวมมากกว่าปัจเจกบุคคลมานาน ซึ่งเป็นค่านิยมที่สืบทอดมาจากวิถีชีวิตชุมชน แต่แนวทางใหม่นี้อาจช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งที่พบบ่อยในโปรเจกต์กลุ่ม ซึ่งบุคลิกที่ไม่เข้ากันมักทำให้เสียงานเสียการ หรือเกิดความเข้าใจผิดกันได้

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การค้นพบนี้อาจถูกนำไปใช้ในการฝึกอบรมและแผนกทรัพยากรบุคคลในไม่ช้า โดยใช้หูฟัง EEG แบบไม่รุกล้ำ (noninvasive) เพื่อช่วยในการจัดทีมทำงาน หรือปรับปรุงกิจกรรมเวิร์กช็อป เมื่อเทคโนโลยีนี้เข้าถึงง่ายและราคาถูกลง เราอาจได้เห็น “ความเข้ากันได้ทางสมอง” กลายเป็นอีกหนึ่งช่องให้กรอกในใบสมัครงาน หรือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันระดับชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน STEM และดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความเป็นอิสระ และความหลากหลายทางระบบประสาทก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป “เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง แต่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการนำไปใช้ มันควรจะเข้ามาเสริม ไม่ใช่แทนที่ ปัจจัยทางวัฒนธรรมอันดีงามที่มีอยู่ ซึ่งเป็นรากฐานของการทำงานเป็นทีมแบบไทยๆ” ดร.ภาวิณี ชินศิริสวัสดิ์ นักประสาทวิทยาชาวไทยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเพิ่มเติมในมุมมองของไทย

สำหรับคนไทยที่อยากจะดึงศักยภาพของสภาวะ Flow แบบทีมออกมาใช้ให้มากขึ้น อาจลองฝึกสติ ทำกิจกรรมสร้างทีมอย่างสม่ำเสมอ เปิดใจคุยกันเรื่องสไตล์การทำงานที่แต่ละคนถนัด และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเข้ากันได้ในการทำงานร่วมกัน (หากมีโอกาส) เมื่อนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาถึง สังคมไทยจะสามารถผสานจุดแข็งเรื่องความเป็นทีมเวิร์คเข้ากับวิทยาศาสตร์แห่งอนาคตได้ เพื่อให้แน่ใจว่าทีมของเราไม่ใช่แค่ทำงานหนัก แต่ทำงานเข้าขากันอย่างแท้จริง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยและผลกระทบ สามารถอ่านได้จากรายงานต้นฉบับของ Caltech (ข่าว Caltech) สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะ Flow ของทีมและประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มได้จากวารสาร Nature Scientific Reports รวมถึงงานวิจัยในไทยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการศึกษาและองค์กร