หนังสือ สุขภาพแห่งชาติ สุขภาพของทุกคน โดยทุกคน เขียนโดย นพ. อำพล จินดาวัฒนะ เล่มนี้ ชี้นำขุมทรัพย์และโอกาส ที่สามารถนำไปดำเนินการต่อ เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพแนว “สร้างนำซ่อม”   ด้วยสามประสาน คือ ภาครัฐหรือการเมือง ภาควิชาชีพและวิชาการ และภาคประชาสังคม  ให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง    โดยใช้พลังสำคัญ ที่ นพ. อำพล จินดาวัฒนะ ชี้ให้เห็นตลอดเล่ม    ตามที่ท่านบอกว่า ท่านทำหน้าที่ “แจกของ ส่องตะเกียง”   

พลังสำคัญที่สุด น่าจะได้แก่ “พลังสัมมาทิฏฐิ” หรือความเห็นชอบ ในเรื่องระบบสุขภาพ   ที่มีคำแนะนำอยู่ตลอดเล่ม ภายใต้หลักการใหญ่ที่สุดคือ “สร้างนำซ่อม”   และมีหลักการย่อยอีกมากมาย ได้แก่ สุขภาพองค์รวม (Holistic Health),  นโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ (Healthy Public Policy),  ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in All Policies),  ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health),  สุขภาพดีถ้วนหน้า (Health for All) และคนทั้งมวลเพื่อสุขภาพ All for Health),  ระบบสุขภาพแบบเหรียญสองด้าน,  ระบบสุขภาพแบบมีส่วนร่วม (Participatory Health Systems),  บริบาลแบบหุ้นส่วน (Governance by Partnerships),  ยุทธศาสตร์สร้างเสริมสุขภาพแนว Ottawa Charter,  ฯลฯ    

คุณค่าและความสนุกในการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือได้เรียนรู้แนวทางดำเนินการอย่างชาญฉลาด ต่อหลักการตามในย่อหน้าบน   ที่ นพ. อำพลเสนอจากประสบการณ์อันยาวนานและหลากหลายของท่าน          

อ่านต้นฉบับหนังสือเล่มนี้แล้ว    ผมมองว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพไทย ในลักษณะของการเป็นหน่วยงานรวมพลังและขับเคลื่อนพลังของภาคีพัฒนาระบบสุขภาพ ในช่วงเวลา ๑๗ ปีที่ผ่านมาอย่างน่าชื่นชม   แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ สาระในทุกตอนของหนังสือ ชี้โอกาสที่ สช. จะทำงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพภายใต้บริบทและความท้าทายใหม่ๆ มากมาย   เป็นโอกาสทำงานอย่างสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาศัยความเป็นองค์กรขนาดเล็กที่คล่องตัว และไม่มีอำนาจสั่งการ   แต่มี “จตุอำนาจ” คือ ศรัทธา-ปัญญา-ภาคี-บารมี ที่เป็น soft power    

ขุมทรัพย์พลังเชิงระบบที่มีอยู่แล้ว  ที่ระบบสุขภาพไทยค่อยๆ สั่งสมมาเป็นเวลายาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษคือ โครงสร้างองค์กรที่เข้มแข็งภายในระบบสุขภาพ  ประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุข  สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.),  สสส., สปสช.,  สรพ.,  สช., สพฉ.,  มสช.,  มูลนิธิ IHPP,  มูลนิธิ HITAP   เมื่อผสานกับโครงสร้างการกระจายอำนาจปกครองประเทศ คือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) และ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประจำอำเภอ (พชอ.)    และโครงสร้างการพัฒนาท้องถิ่นและองค์กรชุมชน ได้แก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.)    เป็นโอกาสทองของ สช. ในการทำงานประสานความร่วมมือกับองค์กรเหล่านี้   เพื่อยกระดับสุขภาวะของคนทั่วประเทศ   ตามแนวทางที่ นพ. อำพล เสนอไว้  ภายใต้หลักการ “ระบบสุขภาพ” คือ ระบบความสัมพันธ์ทั้งมวลที่เกี่ยวกับสุขภาพ  

ที่สำคัญคือ กรอบและทิศทางของระบบสุขภาพต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นพลวัต   โดยที่ พรบ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้เขียนเอื้อไว้อย่างดี    ภายใต้การจัดทำ ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ทุกๆ ๕ ปี    รวมทั้งกลไกสมัชชาสุขภาพ ๓ แบบ ที่น่าจะเป็นทั้งกลไกให้ภาคีร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแนวทางร่วมกันขับเคลื่อนสู่เป้าหมายนั้น   ผมตีความว่า นพ. อำพล เตือนสติว่า อย่าทำตามที่กำหนดไว้ใน พรบ. และในธรรมนูญ อย่างตายตัว    ให้ตีความคุณค่าเบื้องหลังตัวอักษร  นำมาใช้ในการทำงานร่วมกับภาคีอย่างมีพลัง     

ผมตีความต่อว่า นพ. อำพล แนะนำให้ สช. ทำงานแบบเลือกทำที่จุดคานงัด  ไม่ทำงานแบบลงรายละเอียดทั่วไปหมด  เพราะกำลังคนและทรัพยากรมีจำกัด    แล้วใช้ผลงานและกิจกรรมสื่อสารสังคม เพื่อดึงดูดภาคีและทรัพยากรเอามาใช้พัฒนาและขับเคลื่อน ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองยิ่งขึ้น   ในลักษณะที่ สช. สร้าง new S-curve ของการพัฒนาระบบสุขภาพแนวสร้างนำซ่อม   โดยเน้นทำงานอย่างชาญฉลาด มากกว่าทำงานแบบขยันแต่ไม่ฉลาด 

ความฉลาดในอดีต เห็นได้จากความสามารถดึงดูดคนดีมีความสามารถจากวิชาชีพอื่น เข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพ   เนื่องจากมองเห็นว่าระบบสุขภาพหรือสุขภาวะ เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การออกแบบผังเมืองหรือโครงสร้างทางกายภาพของชุมชนเมืองที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพของสมาชิก   เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเพื่อปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ของคนในชุมชนหรือพื้นที่   ฯลฯ    สื่อต่อ สช. ว่า ต้องหาทางดึงดูดเชื้อเชิญผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากวิชาชีพอื่นๆ เข้ามาร่วมกันใช้ความสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพไทย ให้มากและหลากหลายยิ่งขึ้น   

ผมขอเสนอมิติสำคัญ สำหรับ สช. และภาคี พิจารณานำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยแบบสร้างนำซ่อม อีก ๑ ประเด็น   คือเรื่อง การเรียนรู้ เชิงระบบ จากประสบการณ์ ใช้หลักการและวิธีการของ  “การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากการปฏิบัติ” (https://www.roong-aroon.ac.th/?p=13290)   เน้นที่การใช้หลักการของ Kolb’s Experiential Learning Cycle (https://www.gotoknow.org/posts/713644)    ที่เน้นการสะท้อนคิดสิ่งที่สังเกตเห็นจากการปฏิบัติสู่หลักการหรือทฤษฎี    แล้วนำหลักการที่คิดได้ไปทดลองใช้ในโอกาสต่อๆ ไป   เกิดเป็นวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติที่มีการคิดหลักการใหม่ๆ หรือเกิดความเข้าใจหลักการเดิมที่มีคนเสนอไว้ก่อนแล้วให้คมชัดยิ่งขึ้น    ซึ่งในที่นี้ เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เรื่องการพัฒนาระบบสุขภาพ เพื่อคนทั้งมวล 

เหมือนอย่างที่ นพ. อำพล จินดาวัฒนะ แสดงให้เราเห็น ในหนังสือเล่มนี้ 

วิจารณ์ พานิช

๙ มีนาคม ๒๕๖๘