เดี๋ยวนี้ชีวิตคนเราผูกติดกับหน้าจอมือถือกันแทบจะตลอดเวลา ล่าสุดมีผลสำรวจจาก Talker Research เผยอาการ ‘นอยด์’ รูปแบบใหม่ที่เกี่ยวกับแบตมือถือโดยเฉพาะ ผลสำรวจชาวอเมริกัน 2,000 คน ชี้ว่าคนส่วนใหญ่เริ่ม ‘ใจเสีย’ หรือรู้สึกเครียดตั้งแต่แบตลดเหลือ 38% ซึ่งถือว่ายังเหลือเยอะอยู่เลยนะ จุดที่เริ่มนอยด์กันเนี่ย มันเร็วกว่าตอนที่ระบบแจ้งเตือนแบตต่ำ (อย่างของ iPhone ที่เตือนตอน 20%) ซะอีก
ผลสำรวจนี้ยังเผยให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาการนอยด์เรื่องแบตในคนแต่ละกลุ่มด้วย ขณะที่บางคนยังชิลๆ จนกว่าแบตจะเหลือน้อยกว่า 20% จริงๆ แต่ก็มีถึง 24% ที่เริ่มตุ๊มๆ ต่อมๆ ตั้งแต่แบตลดต่ำกว่าครึ่ง (50%) เรื่องอายุก็มีผลนะ คนรุ่นใหม่ๆ จะนอยด์เรื่องแบตหมดมากกว่า อย่าง Gen Z จะเริ่มกังวลตอนแบตเหลือ 44% ส่วน Millennials เริ่มที่ 43% ส่วนรุ่น Baby Boomers นี่ชิลสุด รอจนแบตเหลือ 34% ถึงจะเริ่มรู้สึก
อาการนอยด์ที่ว่านี้สะท้อนว่าใจเราผูกติดกับมือถือมากแค่ไหน มันลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องความสะดวกสบายแล้ว ความกลัวว่าจะติดต่อใครไม่ได้ กลัวตกข่าว (FOMO - Fear of Missing Out) นี่แหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้เรานอยด์กัน ทั้งๆ ที่แบตก็ยังเหลือตั้งเยอะ สำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะวัยรุ่น ความผูกพันกับมือถือมันแน่นแฟ้นจริงๆ
ผลสำรวจนี้เอาไปใช้ต่อยอดได้จริงสำหรับคนทำมือถือและคนพัฒนาแอปฯ การเข้าใจเกณฑ์ทางใจตรงนี้ อาจมีผลต่อการออกแบบตัวบอกสถานะแบตฯ หรือฟีเจอร์จัดการพลังงาน เพื่อให้แจ้งเตือนหรือเปิดโหมดประหยัดแบตได้ถูกจังหวะ ช่วยให้ผู้ใช้สบายใจขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ก็อาจใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ด้วยการติดตั้งจุดชาร์จแบตในทำเลเหมาะๆ โดยเฉพาะตามที่ที่มีลูกค้าวัยรุ่นเยอะๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นอยด์เรื่องแบตเร็วกว่าใคร
สำหรับบ้านเรา ข้อมูลพวกนี้ก็น่าจะเอามาปรับใช้ได้เหมือนกัน เพราะคนไทยใช้สมาร์ทโฟนกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ และคนรุ่นใหม่ก็ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันกันหนักมาก ในยุคที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเต็มตัว การเข้าใจและรับมือกับอาการนอยด์เรื่องแบตอาจช่วยให้ผู้ใช้แฮปปี้ขึ้น และอาจมีผลต่อการจัดการพื้นที่สาธารณะด้วย ธุรกิจและนักพัฒนาในไทยน่าจะลองจับเทรนด์คล้ายๆ กันนี้มาตอบสนองพฤติกรรมคนไทยดู เช่น เพิ่มจุดชาร์จตามที่สาธารณะ หรือออกแบบฟีเจอร์มือถือที่ช่วยคลายกังวลเรื่องนี้
ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม คนในอาเซียนรวมถึงไทยเรา ให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสารกันอยู่แล้ว ซึ่งก็อาจอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงอยากออนไลน์เชื่อมต่อกันตลอดเวลา ในอนาคต ธุรกิจและคนทำเทคโนโลยีก็ต้องคอยจับตาดูพฤติกรรมเหล่านี้ต่อไป ส่วนคนใช้ทั่วไปอย่างเราๆ ทางแก้ก็อาจจะต้องพกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวไว้ หรือเปิดโหมดประหยัดแบตแต่เนิ่นๆ ถ้าต้องออกไปข้างนอกนานๆ
พอเข้าใจไดนามิกพวกนี้แล้ว บริษัทเทคฯ หรือนักวางผังเมืองในไทยก็จะปรับกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์คนใช้ได้ดีขึ้น ช่วยลดความเครียดที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันได้