ในโลกของจิตวิทยา มีพฤติกรรมหลงตัวเอง (narcissism) รูปแบบหนึ่งที่กำลังท้าทายความเข้าใจเดิมๆ ของเราเกี่ยวกับความเสียสละและการทำบุญ นั่นคือ “การหลงตัวเองแบบอิงสังคม” (communal narcissism) คนกลุ่มนี้ต่างจากภาพจำของคนหลงตัวเองที่มักจะดูหยิ่งยโสและเอาตัวเองเป็นใหญ่ พวกเขาคือคนที่ดูเผินๆ เหมือนจะทุ่มเทให้กับงานส่วนรวมอย่างแข็งขัน แต่ลึกๆ แล้วกลับมีแรงจูงใจซ่อนเร้นเพื่อหน้าตาและผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคนเหล่านี้มักสร้างภาพเป็นคนใจบุญสุนทาน อุทิศตนเพื่องานเพื่อสังคม แต่สุดท้ายก็อาจโป๊ะแตกได้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงฉากหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อเรียกร้องการยอมรับและคำชื่นชมจากคนรอบข้างเท่านั้น ซึ่งทำให้สังเกตเห็นได้ยาก HuffPost
การทำความเข้าใจเรื่องนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนกลุ่มนี้มักแทรกตัวอยู่ในตำแหน่งที่น่าเชื่อถือ ทำให้พวกเขาเป็นจุดสนใจและได้รับคำยกย่อง อาจเป็นเศรษฐีใจบุญ อาสาสมัครตัวยง หรือหัวเรี่ยวหัวแรงในโครงการการกุศลต่างๆ แต่เบื้องหลังคือทำไปเพื่อสนองความต้องการให้คนชื่นชมเป็นหลัก แฮนนาห์ อัลเดเรเต ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตมืออาชีพ กล่าวว่า คนเหล่านี้อาจเป็นโต้โผจัดโรงทาน หรือบริหารโครงการเพื่อชุมชน โดยมีเป้าหมายลึกๆ คือให้ตัวเองดูเป็นคนสำคัญที่ชุมชนขาดไม่ได้ การยอมรับที่ได้มาจากการกระทำเหล่านี้ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าตนเองนั้นเหนือกว่าคนอื่นในด้านคุณธรรม ซึ่งบดบังเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาได้อย่างแนบเนียน HuffPost
ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ดับเบิลยู. คีธ แคมป์เบลล์ อธิบายว่า การหลงตัวเองแบบอิงสังคมคือการแสดงความเหนือกว่าด้านศีลธรรมภายใต้หน้ากากของความเมตตา เป็นรูปแบบซับซ้อนของการตอบสนองอีโก้โดยใช้ความดีงามเป็นเครื่องมือ การสร้างภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้เกิดบุคลิกภาพหลงตัวเองที่มักไม่มีใครจับได้ ซึ่งได้ใจจากความนับถือที่เกิดจากการทำดีออกสื่อ แต่บ่อยครั้งชีวิตส่วนตัวของคนเหล่านี้กลับสวนทางกับภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นอย่างสิ้นเชิง อาจถึงขั้นละเลยทางอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด HuffPost
สำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องชุมชนและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างยิ่ง แนวคิดนี้อาจฟังดูคุ้นๆ อยู่บ้าง การทำความดีและช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งที่น่ายกย่องในวัฒนธรรมไทยมาแต่ไหนแต่ไร อย่างไรก็ตาม การเข้าใจเรื่องการหลงตัวเองแบบอิงสังคมจะช่วยให้สังคมเราแยกแยะได้ดีขึ้นระหว่างน้ำใจที่แท้จริงกับผลประโยชน์ส่วนตัวที่แอบแฝง คนไทยสามารถรักษาคุณค่าที่แท้จริงของการทำเพื่อส่วนรวมได้ โดยช่วยกันตรวจสอบแรงจูงใจ และส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อสังคม
ที่ผ่านมา แนวคิดตะวันตกได้ฉายภาพความเป็นผู้นำและความเหนือกว่าในรูปแบบต่างๆ แต่ประสบการณ์ในชุมชนไทยเองก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับปรากฏการณ์นี้ในบริบทวัฒนธรรมที่ต่างออกไป ในยุคที่โลกเชื่อมถึงกันมากขึ้น คนไทยอาจพบว่าการรู้เท่าทันลักษณะของการหลงตัวเองแบบอิงสังคมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กรข้ามชาติและอาสาสมัครนานาชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศ
ในอนาคต การตระหนักถึงพฤติกรรมนี้จะช่วยให้ผู้คนและชุมชนสามารถมองและมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้นกับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำในองค์กรการกุศลและหน่วยงานที่ทำงานเพื่อชุมชน นอกจากนี้ แวดวงการทำงานในไทยอาจได้ประโยชน์จากการวางเกณฑ์และกรอบการประเมินที่ชัดเจนสำหรับแรงจูงใจเบื้องหลังงานบริการสาธารณะ เมื่อคนไทยเข้าใจเรื่องการหลงตัวเองแบบอิงสังคมมากขึ้น ก็จะสามารถรักษาแก่นแท้ของน้ำใจชุมชนเอาไว้ได้ โดยสนับสนุนผู้ที่มีเจตนาดีต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจแนวคิดนี้ สิ่งที่ทำได้คือช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เน้นความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจจริง การหมั่นสังเกตและใช้วิจารณญาณเกี่ยวกับเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการชุมชนของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ