งานวิจัยล่าสุดที่น่าสนใจเปิดเผยว่า การปล่อยให้ใจเราล่องลอยไปบ้างตอนทำงานง่ายๆ อาจช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าต้องมีสมาธิจดจ่อตลอดเวลาเท่านั้นถึงจะเรียนรู้ได้ดี งานวิจัยชิ้นนี้นำทีมโดย เปเตอร์ ซิมอร์ และคณะจากมหาวิทยาลัย Eötvös Loránd ตีพิมพ์ในวารสาร JNeurosci ศึกษาผลของการปล่อยใจลอย (mind wandering) ต่อการเรียนรู้งานที่ไม่ต้องใช้สมาธิมาก ผลปรากฏว่าอาสาสมัครที่ปล่อยใจลอย ทำคะแนนได้ดีไม่แพ้ หรือบางทีอาจจะดีกว่า ตอนที่ตั้งใจเต็มที่เสียอีก ซึ่งชี้ให้เห็นประโยชน์ต่อสมองจากสภาวะที่คล้ายกับการฝันกลางวัน
งานวิจัยนี้ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับผู้เรียนและครูอาจารย์ในบ้านเรา เพราะเป็นการท้าทายแนวคิดการศึกษาแบบเดิมๆ ที่เน้นว่าต้องตั้งใจฟังตลอดเวลา และชี้ให้เห็นคุณค่าของการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ปล่อยความคิดไปตามสบายบ้าง ในวัฒนธรรมไทยที่มักมองว่าการเรียนเป็นเรื่องเคร่งเครียด มีกฎระเบียบ ข้อค้นพบนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน ทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้
ผลวิจัยที่สำคัญคือ พบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมปล่อยใจลอย คลื่นสมองของพวกเขามีลักษณะคล้ายกับตอนที่เรานอนหลับ คลื่นสมองแบบนี้ (sleep-like cortical oscillations) เชื่อมโยงกับการเรียนรู้รูปแบบที่ซับซ้อนโดยไม่รู้ตัว (learning probabilistic patterns without conscious awareness) ได้ดีขึ้น ซิมอร์อธิบายว่าสภาวะ ‘พักผ่อนขณะตื่น’ (wakeful rest) นี้ ก็คล้ายกับตอนที่สมองได้พักผ่อนตอนนอนหลับนั่นเอง ซึ่งแสดงว่าสมองเราอาจได้ประโยชน์จริงๆ จากการปล่อยให้มันได้พักจากการจดจ่อบ้าง
ทีมวิจัยของซิมอร์ยังพบอีกว่า การที่เราเผลอใจลอยไปเองตามธรรมชาติ (spontaneous mind wandering) เนี่ย มันช่วยให้เรียนรู้ได้ดีกว่าการตั้งใจจะปล่อยใจให้ลอย (deliberate mind wandering) เสียอีก ความต่างนี้ยิ่งตอกย้ำว่า การปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ เอง อาจมีประโยชน์ต่อสมองมากกว่าการพยายามบังคับตัวเองไม่ให้จดจ่อ งานวิจัยนี้ทดลองกับอาสาสมัครเกือบ 40 คน ให้ทำงานที่ใช้สมาธิเพียงเล็กน้อย พร้อมกับตรวจวัดการทำงานของสมองอย่างละเอียด
สำหรับบ้านเรา ที่การเรียนการสอนมักจะเน้นระเบียบวินัยและความเป๊ะมาตลอด อาจถึงเวลาต้องมาคิดกันใหม่ วิธีการเรียนแบบเดิมๆ ที่เน้นท่องจำ หรือต้องตั้งใจฟังตลอดเวลา อาจลองผสมผสานการเรียนรู้แบบสบายๆ ไม่ต้องจดจ่อมากเข้าไปด้วย อาจพูดได้ว่า การให้สมองได้มี ‘พื้นที่ว่าง’ บ้าง อาจจะให้ผลดีด้านการเรียนรู้อย่างไม่น่าเชื่อก็ได้
ในอนาคต เราอาจได้เห็นรูปแบบการศึกษาใหม่ๆ ในไทย ที่นำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ โดยผสมผสานช่วงเวลาที่ให้เด็กได้เรียนรู้แบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็งเข้าไปในตารางเรียน ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกเศรษฐกิจยุคนี้ที่หมุนเร็วเหลือเกิน
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ครูอาจารย์และผู้ปกครองอาจลองสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับการพักสมองบ้าง สำหรับเด็กๆ ก็อาจหมายถึงการมีตารางเรียนที่สมดุล มีทั้งช่วงที่ต้องตั้งใจเรียน และช่วงที่ได้พักผ่อนสมอง วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทันสมัยตามเทรนด์โลก แต่ยังเข้ากันได้ดีกับนิสัยคนไทยที่รักความ ‘สนุก’ ชอบหาความสุขใส่ตัว แม้แต่ในเรื่องเรียน
ข้อมูลในรายงานชิ้นนี้อ้างอิงจาก Neuroscience News, Societies for Neuroscience (SfN) และงานวิจัยต้นฉบับเรื่อง “Mind Wandering During Implicit Learning is Associated with Increased Periodic EEG Activity and Improved Extraction of Hidden Probabilistic Patterns” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neuroscience