ในยุคที่ใครๆ ก็อยากมีอายุยืนยาว ท่ามกลางวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ซับซ้อน แต่ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการวัย 101 ปี กลับมอบสูตรสำเร็จที่เรียบง่ายจนน่าทึ่ง นั่นคือ “ความเรียบง่าย” ดร. จอห์น ชาร์ฟเฟนเบิร์ก (Dr. John Scharffenberg) อาจารย์พิเศษวัย 101 ปี จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลมาลินดา (Loma Linda University) สนับสนุนการใช้ชีวิตโดยยึดหลักสุขภาพพื้นฐานแต่ลึกซึ้ง แม้ครอบครัวของท่านจะไม่ได้มีประวัติอายุยืนยาวเป็นพิเศษ (พ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคทางระบบประสาทในช่วงท้ายของชีวิต) แต่ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กเชื่อมั่นว่าการที่ท่านมีอายุยืนยาวมาจากการ “เลือกใช้ชีวิต” ที่ดีและทำได้จริง ไม่ใช่เรื่องของพันธุกรรม

ปัจจุบัน ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แนวคิดของ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กจึงนับว่าน่าสนใจและทันต่อสถานการณ์ ท่านเน้นย้ำว่าการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลกนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้จริงผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ท่านได้เผยแพร่แนวคิดนี้ผ่านการบรรยายทั่วโลกและช่องทางดิจิทัลอย่าง Viva Longevity! โดยเน้นหลักการใช้ชีวิต 7 ประการสำคัญ

ข้อแรกและสำคัญที่สุดที่ท่านเน้นย้ำคือ “การหลีกเลี่ยงยาสูบ” ซึ่งตรงกับจุดยืนขององค์กรด้านสุขภาพทั่วโลก รวมถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กไม่เคยสูบบุหรี่เลยตลอดชีวิต ในทำนองเดียวกัน ท่าทีของท่านเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ชัดเจน คือท่านงดดื่มมาโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาใหม่ๆ ที่หักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการดื่มแต่พอประมาณนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

ในปรัชญาของ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์ก “การออกกำลังกาย” สำคัญยิ่งกว่าเรื่องโภชนาการเสียอีก การใช้ชีวิตที่แอคทีฟของท่าน โดยเฉพาะช่วงวัยกลางคนที่ท่านลงแรงทำสวนขนาดใหญ่ ถือเป็นการปูทางสู่การมีอายุยืนยาว คนไทยน่าจะคุ้นเคยกับการทำสวนทำไร่ ซึ่งช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสมอง นอกจากนี้ “การเดิน” ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่เรียบง่ายแต่ได้ผลดีเยี่ยม ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง จากการศึกษาที่ท่านอ้างถึง ชี้ให้เห็นว่าการเดินเป็นประจำทุกวันช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

“การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม” เป็นอีกหัวใจสำคัญในแนวทางของ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์ก ซึ่งท่านก็ทำได้จริงผ่านพฤติกรรมการกินของตัวเอง รวมถึง “การทำ Intermittent Fasting (IF)” หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นวิธีที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ สำหรับคนไทยที่กำลังประสบปัญหาโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง แนวทางของท่านจึงเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ โดยเน้นเรื่องการจำกัดความถี่ในการกินและการมีวินัย

ในเรื่องอาหารการกิน ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กแนะนำให้ “บริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด” โดยสนับสนุนการกินอาหารจากพืชเป็นหลัก (Plant-based diet) คล้ายกับรูปแบบการกินมังสวิรัติในกลุ่มผู้นับถือนิกายเซเวนต์เดย์แอดเวนทิสต์ (Seventh-Day Adventist Church) ซึ่งท่านเป็นสมาชิกอยู่ แนวทางการกินเช่นนี้ก็สอดคล้องกับวิถีการกินดั้งเดิมของไทยที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และมีโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ

“การลดน้ำตาล” และ “การระมัดระวังการบริโภคไขมันอิ่มตัว” คือคำแนะนำเพิ่มเติมของท่าน ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำจากสถาบันต่างๆ เช่น สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ท่านแนะนำให้หันมาใช้ความหวานและพลังงานจากธรรมชาติแทน ซึ่งเป็นแนวทางที่เข้ากันได้ดีกับผลผลิตทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย

เมื่อมองถึงปัญหาโรคที่เกิดจากวิถีชีวิตในไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลักการเหล่านี้ให้มุมมองที่นำไปปรับใช้ได้จริง โครงการรณรงค์ต่างๆ ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉง การกินอาหารเพื่อสุขภาพ และการหลีกเลี่ยงสารเสพติด จะเข้าถึงใจผู้คนได้มากขึ้นหากมีบุคคลต้นแบบที่น่าเชื่อถืออย่าง ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์ก มาเป็นผู้ให้แนวทาง การที่ท่านปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ด้วยตัวเองถือเป็นเครื่องยืนยันและแบบอย่างที่ดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจเลือกสิ่งง่ายๆ อย่างมีสตินั้น สามารถนำไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมสุขได้

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสาธารณสุข การนำหลักการจากแนวทางของ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กมาปรับใช้อาจช่วยสร้างเสริมสังคมสุขภาพดีขึ้นได้ การส่งเสริมการออกกำลังกาย การกินอาหารที่สมดุล และการงดเว้นจากสิ่งที่เป็นอันตราย อาจเป็นก้าวกระโดดสำคัญสู่มาตรฐานสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยอย่างแท้จริง

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากมีสุขภาพดี ชีวิตของ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์กเป็นเหมือนแสงสว่างชี้นำด้วยแนวทางที่ทำได้จริง การนำหลักการง่ายๆ เหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้แต่ละคนก้าวไปสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นและอนาคตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้