เว็บไซต์ University World News ฉบับวันที่ ๒๑ ก.พ. ๖๘ ลงเรื่อง How the SDGs are redefining internationalisation in HE บอกว่า SDG ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาทำงานเพื่อความยั่งยืนของทั้งพื้นที่ (local) และของโลก (global) มากขึ้น ที่ผมคิดต่อ ว่าจะมีผลดีและยั่งยืนจริง ต้องไม่เพียงทำเพื่อเอาแต้ม ต้องทำด้วยศรัทธาในคุณค่าแท้จริง หรือกล่าวใหม่ว่า ต้องทำอย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำเพื่อเอาหน้าหรือชื่อเสียงเป็นหลัก
บทความนี้ ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับหนังสือ Global Goals, Global Education: Advancing the United Nations Sustainable Development Goals (๑) ที่ผมตีความว่ายุคนี้อุดมศึกษาต้องไม่แค่มุ่งพัฒนานักศึกษาเป็นรายคน หรือรายกลุ่มเท่านั้น ต้องมุ่งพัฒนาระบบที่ส่งผลต่อความยั่งยืน (อยู่รอด) ของพื้นที่และของโลกด้วย ผ่านการทำหน้าที่หลักของอุดมศึกษา
อุดมศึกษามีหน้าที่เป็นกลไกเร่งปฏิกิริยาการพัฒนาความรู้และนวัตกรรม เป็นจุดรวมของการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางปัญญา ดึงดูดมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาร่วมมือกันเพื่อใช้พลังของ “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) ของทั้งโลก ที่ในเวลานี้ต้องเน้นเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดหรือยั่งยืนของโลก (SDG) ด้วย
ผมจึงตีความว่า “ความเป็นนานาชาติ” (internationalization) ของอุดมศึกษา ต้องมีมิติของ “ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (solidarity) เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่ม ส่วนประเทศ คือเป้าหมายโลกอยู่รอด
หลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยไทย มีมิตินี้หรือไม่
เฉพาะหลักสูตรนานาชาติ เท่านั้นหรือ ที่จะส่งเสริมการพัฒนา “จิตใหญ่” ของนักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
ผู้บริหารและอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาควรทำตัวเป็น “แบบอย่าง” (role model) แก่นักศึกษาอย่างไร
ผมคิดเตลิดไปถึงคำถาม ผู้นำประเทศควรทำตัวเป็นแบบอย่างอย่างไร
แล้วผมก็สรุปกับตัวเองว่า ความเป็นนานาชาติ เป็นเพียงปัจจัยหนุนตัวหนึ่ง ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการทำหน้าที่อุดมศึกษาเพื่อความยั่งยืนของโลกและมนุษยชาติ คิดอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ
ปัจจัยหนุนสำคัญคือ ความจริงใจ ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่พฤติกรรมใช้คำโตๆ และทำเพื่อสร้างภาพ ที่ไร้ความจริงใจ ที่ในทางพุทธศาสนาน่าจะถือเป็นมุสาวาทรูปแบบหนึ่งที่มีอยู่ทั่ว
กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าความเป็นนานาชาติ หรือความร่วมมือข้ามชาติไม่สำคัญ ความร่วมมือข้ามชาติข้ามแดนมีความสำคัญยิ่งในการนำเอาพลังของความแตกต่างหลากหลายออกมากระทำการ ซึ่งหากคิดเช่นนี้ ทุกสถาบันอุดมศึกษาต่างก็มีพลังของความแตกต่างหลากหลายอยู่ในตัว (โดยไม่รู้ตัว) และมักไม่ได้นำเอาออกมาใช้ คือไม่ได้สร้างกลไกความร่วมมือข้ามศาสตร์ เพราะคนมหาวิทยาลัยในอดีตเรียนมาแบบศาสตร์ใครศาสตร์มัน ไม่คุ้นกับการทำงานเชื่อมโยงข้ามศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตต้องสร้าง “ชาลาปฏิบัติการข้ามศาสตร์” (interdisciplinary working platform) ขึ้นปลดปล่อยพลังความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่แล่วภายในมหาวิทยาลัยเอง
“ชาลาปฏิบัติการข้ามศาสตร์” สร้างขึ้นภายในมหาวิทยาลัยได้ยากกว่าสร้างโดยใช้กลไกภายนอกมาหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า engagement platform คือหนุนให้นักวิชาการต่างศาสตร์ออกไปร่วมงานกันในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง มีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน และมีภาคีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นเจ้าของกิจการร่วมดำเนินการ ที่นักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาสามารถเติมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของพื้นที่และของโลกเข้าไปได้ด้วย
พลังเสริมแรง (synergy) ยังมีอีก คือพลังเสริมแรงของคนต่างรุ่นหรือต่างวัย ซึ่งในที่นี้หมายถึงพลังของนักศึกษา ที่วงการอุดมศึกษาแห่งอนาคต ต้องเปลี่ยนมุมมองหรือกระบวนทัศน์ต่อนักศึกษา จากมองเป็นผู้มาดูดซับความรู้และพัฒนาสมรรถนะ ไปเป็นผู้ร่วมสร้างความรู้และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาตนเอง ตามความเข้าใจใหม่เรื่องการเรียนรู้สู่สภาพรู้จริง (mastery learning) ต้องเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้ร่วมกระทำการ แล้วร่วมกันสะท้อนคิดสู่หลักการหรือทฤษฎี ที่เรียกว่า การเรียนรู้ ขั้นสูง จากประสบการณ์ (experiential learning)
พลังเสริมแรงอุดมศึกษาที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างนึ่ง คือพลังของสถานประกอบการ ทั้งที่เป็นภาคธุรกิจเอกชน ราชการ เอ็นจีโอ และภาคประชาชน ที่สถาบันอุดมศึกษาจัดการพลังนี้ได้ผ่านกิจกรรม social engagement
จากพลังนานาชาติ สู่พลังเสริมแรง ที่สถาบันอุดมศึกษาต้องคิดใหม่ทำใหม่
วิจารณ์ พานิช
๑ มี.ค. ๖๘
ห้องรอขึ้นเครื่องบิน สนามบินนครพนม