บทความเรื่อง Overcoming research challenges in resource-limited settings: perspectives from Thailand เขียนโดยสองลูก-พ่อ แคลร์ และ ธงชัย ชิวปรีชา ลงในวารสาร Nature Reviews Microbiology ชักจูงให้ผมระลึกชาติย้อนหลังไปเกือบ ๖๐ ปี ที่ผมเริ่มฝึกทำวิจัยกับ อ. หมอประเวศ ปี ๒๕๑๑ - ๒๕๑๗
เห็นว่าสภาพข้อจำกัดที่ผมเคยเผชิญหลายอย่างยังคงดำรงอยู่ จำได้ว่า เมื่อผมจะทำงานวิจัยลงรายละเอียดเรื่อง G6PD Deficiency ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ตอนนั้นผมสั่งซื้อสารเคมี reagent grade จากบริษัท Sigma จนเขาส่งหนังสือแคตาล็อกราคาสารเคมีแต่ละชนิดมาให้ เล่มหนาประมาณ ๑.๕ นิ้วฟุต ตรวจสอบได้ว่าถ้าสั่งซื้อให้เขาส่งมาให้ทางเมล์อากาศโดยตรง ราคาต่ำกว่าซื้อที่บริษัทที่กรุงเทพสองสามเท่า และต้องรอนานเกือบ ๑ เดือนพอๆ กัน
แต่มีสองสามครั้ง ที่ผมสั่งสารเคมีหลายชนิดมากจนไปรษณีย์เขาไม่ส่งมาให้ที่ตึกอานันทราช โรงพยาบาลศิริราช เขาแจ้งให้เราไปจัดการเรื่องภาษีที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก จำได้ติดตาว่าผมต้องขับรถไปแจ้งที่หน่วยภาษีว่าสั่งมาทำวิจัยที่ศิริราช ซึ่งท่าทางของผมคงจะน่าเชื่อถือ จึงไม่ต้องเสียภาษี และในครั้งหลังๆ เจ้าหน้าที่จำได้
เมื่อย้ายไปทำงานที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ในช่วงปี ๒๕๑๗ - ๒๕๒๔ ผมยังทำวิจัยเข้มข้น และสั่งซื้อสารเคมีจาก Sigma เช่นเดียวกัน ครั้งแรกผมไปจัดการเรื่องยกเว้นภาษีที่ที่ทำการไปรษณีย์หาดใหญ่ หลังจากนั้นผมก็จัดระบบให้เจ้าหน้าที่ไปจัดการแทน คือค่อยๆ จัดระบบสนับสนุน เราไม่ต้องทำเองทั้งหมด
บทความนี้แบ่งออกเป็น ๖ ตอน คือ
-
เวลาทำงานใน ๑ วัน ไม่เพียงพอ ประเด็นนี้ผมมีประสบการณ์ที่ต่าง เพราะเมื่อทำงานที่ตึกอานันทราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นตึกและหน่วยงานที่สร้างขึ้นมาทำงานวิจัยโดยเฉพาะ จึงมีระบบงานที่ช่วยให้อาจารย์และนักวิจัยมีเวลาทุ่มเททำงานวิจัยได้เต็มที่ มีหน่วยจัดการงานธุรการและสนับสนุนการพิมพ์ต้นฉบับส่งตีพิมพ์อย่างยอดเยี่ยม หัวหน้าชื่อคุณมาเรียม
เมื่อไปทำงานที่หาดใหญ่ ผมจึงไปจัดระบบงานธุรการให้สนับสนุนงานวิชาการ ทั้งด้านการสอน วิจัย และบริการวิชาการ
ยิ่งกว่านั้น ผมบอกตัวเองว่า เราไปอยู่ต่างจังหวัด มีบ้านพักอยู่ในมหาวิทยาลัย นั่งรถไป ๕ นาทีก็ถึงที่ทำงาน ไม่ต้องขับรถส่งลูกไปโรงเรียน เพราะมีรถมหาวิทยาลัยส่งและรับ ไม่ต้องเสียเวลารถติดอยู่บนถนนอย่างเพื่อนๆ ในกรุงเทพ เรามีเวลาทำงานมากกว่าคนในกรุงเทพ ๓ เท่า เพราะค่ำๆ กินข้าวเสร็จก็ไปนั่งทำงานในบรรยากาศเงียบสงบได้อีก ๒ - ๓ ชั่วโมง ตอนเช้าวิ่งออกกำลังเสร็จ ก็ไปนั่งทำงานให้เหงื่อแห้งได้อีก ๑.๕ - ๒ ชั่วโมง ผมจึงมีเวลาคุณภาพสูงเพื่อทำงานวิชาการได้อย่างจุใจและสุขใจ
แต่งานวิจัยของผม ไม่อยู่ในระดับ blue sky อย่างของผู้เขียนบทความท่านแรก
-
เวลาฝึกนักวิจัยรุ่นใหม่ บทความตอนนี้ผสานความชำนาญของสองพ่อลูกผู้เขียน เล่าข้อท้าทายของระบบการศึกษา ที่เชื่อมสู่ความท้าทายของระบบวิจัย ที่เมื่อผมสะท้อนคิดเชื่อมโยงสู่ภารกิจผู้อำนวยการ สกว. ของผมช่วงปี ๒๕๓๖ - ๒๕๔๔ ก็เห็นชัดว่า สกว. ในช่วงนั้นได้ริเริ่มระบบบ่มเพาะสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ แต่น่าเสียดายว่าเมื่อสิ้น สกว. ในปี ๒๕๖๒ ระบบนั้นก็สลายหายวับไปจากประเทศไทย ผมสะท้อนคิดว่า เพราะเรายังไม่ได้สร้างระบบสร้างนักวิจัยในระดับประเทศ สกว. ดำเนินการในระดับหน่วยงานหรือองค์กรเท่านั้น
การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย มีพื้นฐานที่อ่อนแอจากระบบการศึกษาที่คุณภาพต่ำ ไม่สร้างเยาวชนที่มีความสงสัยใคร่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ เด็กที่มีสมรรถนะดังกล่าวมีสัดส่วนต่ำเกินไป
- เวลาจัดหาทรัพยากร ที่จริงบทความเอ่ยเรื่องทรัพยากรหรือการลงทุนวิจัยจำกัด คือเพียงร้อนละ ๑.๒ ของจีดีพีเท่านั้น มีเป้าหมายยกระดับให้เป็น ๒ ก็ขยับไม่ขึ้น โดยการลงทุนภาครัฐเพียง ๑ ใน ๓ เรื่องนี้มีการเอ่ยในการประชุมคณะกรรมการของระบบ ววน. อยู่เสมอ โดยผมมองว่า เกิดจากประชาชนไม่ศรัทธาผลงานของระบบ ววน. ของประเทศ
- เวลาทำงานบริหาร ที่จริงไม่ว่าทำงานอะไร ก็ต้องมีเวลาทำงานบริหารเสมอ เพียงแต่ต้องไม่ทำงานบริหารที่ไม่จำเป็น ต้องจัดระบบให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานบริหารทั่วไป นักวิจัยทำเฉพาะงานบริหารวิชาการ ที่เป็นงานบริหารความเจริญก้าวหน้า บริหารความเชื่อมโยงงานวิจัยกับสังคม เชื่อมโยงร่วมมือกับวงการวิจัยต่างประเทศ เป็นต้น เรื่องจัดระบบนี้ผมถนัด และน่าจะเป็นผลงานที่เอื้อให้ผมกลับกรุงเทพมาทำงานสร้าง สกว.
- สมองไหลและสมองไหลกลับ ผมชอบเรื่องราวในบทความตอนนี้มาก ที่ชี้ให้เห็นว่า นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่ระบบวิจัยก้าวหน้า เมื่อกลับบ้านเกิดในประเทศที่ระบบวิจัยยังเตาะแตะ ต้องปรับตัว และจะสามารถสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติได้ ดังกรณีงานวิจัย Melioidosis ของทีมผู้เขียนท่านแรก กรณีสมองไหลกลับที่ประสบความสำเร็จ และที่ไม่ประสบความสำเร็จ น่าจะเป็นโจทย์วิจัยเชิงระบบ ของการพัฒนาระบบวิจัยไทย
- หนุนนักวิจัยในสภาพทรัพยากรจำกัด บทความชี้ให้เห็นว่า การสร้างนักวิจัยในประเทศที่ทรัพยากรน้อย ต้องไม่ทำเพียงระดับบุคคล ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับบุคคล องค์กร และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อ ในประเทศไทยเริ่มมีระบบสนับสนุนดังกล่าว
ในมุมมองของผม ประเด็นสุดท้ายของบทความ คือความท้าทายของการพัฒนาระบบ ววน. ไทย ที่มีการปฏิรูปมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ที่จะต้องดำเนินการสร้างระบบ ววน. ของประเทศที่คนไทยให้ความเชื่อถือศรัทธา ว่าเป็นการลงทุนเพื่อสังคมประเทศชาติหรือคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพื่อนักวิจัยเท่านั้น
ขอขอบคุณ อ. หมอ ปรีดา มาลาสิทธิ์ ที่กรุณาส่งบทความนี้มาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.พ. ๖๘