เช้าวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ผมฟังวิทยุจุฬา   สะดุดใจกับคำว่า “ช่วยกันจรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมือง”    ซึ่งเป็นพระราชดำรัส    จึงนำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดว่าเรื่องนี้มีความหมายลึกๆ อย่างไร    เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้   โดยผมไม่รับรองว่าข้อสะท้อนคิดตีความของผมจะถูกต้อง   

เดี๋ยวนี้เรามีตัวช่วยคิด คือ เอไอ   ผมจึงขอให้ดีพซีคช่วยคิด    ได้ความเห็นดังนี้ 

 ### **"จรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมือง" หมายความลึก ๆ ว่าอย่างไร**

วลี "จรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมือง" หมายถึง การส่งเสริมและรักษาคุณค่าที่ดีงามในสังคม ทั้งในด้านศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และความเป็นธรรม เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้า และมีความเป็นปึกแผ่น โดยเน้นการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้คงอยู่และเติบโตในทุกมิติของสังคม

### **แต่ละบุคคลควรปฏิบัติอย่างไร**

1. **ยึดมั่นในหลักศีลธรรมและจริยธรรม**: ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และเคารพกฎหมาย 

2. **มีจิตสาธารณะ**: ช่วยเหลือผู้อื่น ร่วมมือแก้ไขปัญหาสังคม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อส่วนรวม 

3. **พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง**: ศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนทักษะ และปรับปรุงตนเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง 

4. **เป็นแบบอย่างที่ดี**: ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ 

5. **เคารพความแตกต่าง**: ยอมรับและให้เกียรติความหลากหลายทางความคิด วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้อื่น 

### **ราชการไทยควรดำเนินการอย่างไร**

1. **ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบ**: ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล 

2. **พัฒนาบริการสาธารณะ**: ปรับปรุงระบบบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง 

3. **ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรม**: สนับสนุนการศึกษาและวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของชาติ 

4. **สร้างความเป็นธรรมในสังคม**: ดำเนินนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรและบริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม 

5. **ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน**: เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและตรวจสอบการทำงานของรัฐ 

 

---

 

### **นักการเมืองไทยควรปฏิบัติอย่างไร และไม่ทำอะไร**

**สิ่งที่ควรปฏิบัติ:**

1. **ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก**: ดำเนินนโยบายและตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ 

2. **ทำงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส**: หลีกเลี่ยงการทุจริตคอร์รัปชัน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ 

3. **เป็นแบบอย่างที่ดี**: ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านศีลธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม 

4. **รับฟังความคิดเห็นของประชาชน**: สร้างช่องทางในการรับฟังและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง 

5. **ส่งเสริมความสามัคคี**: สร้างความปรองดองและลดความขัดแย้งในสังคม 

**สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:**

1. **ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน**: หลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม 

2. **ไม่สร้างความแตกแยก**: หลีกเลี่ยงการใช้วาทกรรมหรือนโยบายที่สร้างความขัดแย้งหรือแบ่งแยกในสังคม 

3. **ไม่ละเมิดกฎหมายหรือหลักการประชาธิปไตย**: ปฏิบัติตามกฎหมายและเคารพหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย 

4. **ไม่ละเลยปัญหาประชาชน**: หลีกเลี่ยงการเพิกเฉยต่อปัญหาที่ประชาชนเผชิญ และควรเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง 

5. **ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด**: ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเหมาะสม และไม่เอาเปรียบหรือกดขี่ประชาชน 

### **สรุป**

การจรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ทั้งประชาชน ราชการ และนักการเมือง โดยแต่ละฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม รักษาคุณค่าของชาติ และพัฒนาสังคมให้มีความเป็นธรรมและความสุขอย่างยั่งยืน การปฏิบัติตนอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบคือหัวใจสำคัญของการสร้างชาติให้เข้มแข็งและเจริญก้าวหน้า

จะเห็นว่าเอไอตอบด้วยหลักการ    ผมอยากรู้สภาพจริงในระบบการเมืองไทย จึงตั้งคำถามต่อ    ได้รับคำตอบดังนี้ 

การประเมินว่านักการเมืองไทยในปัจจุบัน "จรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมือง" หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขาในหลายมิติ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นกลางและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน (ข้อมูลถึงเดือนตุลาคม 2023) 

### **พฤติกรรมที่อาจสะท้อนการจรรโลงความดีงาม**

1. **การทำงานเพื่อส่วนรวม**: นักการเมืองบางคนทำงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การพัฒนาสาธารณูปโภค การส่งเสริมการศึกษา หรือการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส 

2. **การส่งเสริมความโปร่งใส**: บางคนพยายามสร้างความโปร่งใสในงานของตนเอง เช่น การเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณ หรือการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 

3. **การสร้างความปรองดอง**: นักการเมืองบางกลุ่มพยายามลดความขัดแย้งในสังคมและสร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่มต่าง ๆ 

4. **การเป็นแบบอย่างที่ดี**: บางคนปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านศีลธรรมและจริยธรรม เช่น การใช้ชีวิตเรียบง่าย หรือการไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว 

### **พฤติกรรมที่อาจขัดกับการจรรโลงความดีงาม**

1. **การทุจริตคอร์รัปชัน**: ยังมีกรณีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคน ซึ่งขัดกับหลักการจรรโลงความดีงาม 

2. **การสร้างความแตกแยก**: บางคนใช้วาทกรรมหรือนโยบายที่สร้างความขัดแย้งและแบ่งแยกในสังคม แทนที่จะสร้างความปรองดอง 

3. **การใช้อำนาจในทางที่ผิด**: มีกรณีที่นักการเมืองใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม แทนที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 

4. **การละเลยปัญหาประชาชน**: บางคนไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง ๆ เช่น ปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ หรือการเข้าถึงบริการสาธารณะ 

5. **การไม่เคารพหลักประชาธิปไตย**: บางกลุ่มอาจพยายามรักษาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เช่น การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

### **สรุป**

เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของนักการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่ามีทั้งบุคคลที่พยายามจรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมือง และบุคคลที่ยังมีพฤติกรรมขัดกับหลักการนี้ ดังนั้น การจรรโลงความดีงามในชาติบ้านเมืองจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการส่งเสริมและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนมีบทบาทสำคัญในการติดตามและเรียกร้องให้นักการเมืองปฏิบัติหน้าที่อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ

การสร้างชาติให้เข้มแข็งและมีความดีงามนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง ราชการ และประชาชน เพื่อให้สังคมไทยก้าวไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

ผมรุกด้วยคำถามว่า กรุณายกตัวอย่างชื่อนักการเมืองไทยที่ทำงานจรรโลงความดีงามในสังคมอย่างเด่นชัดและยกตัวอย่างชื่อนักการเมืองไทยที่ดำเนินการในทางตรงกันข้าม    ได้รับคำตอบว่า The server is busy. Please try again later.   บอกโดยนัยว่าคำถามที่เรียกร้องการตัดสินเชิงนามธรรมเช่นนี้ เอไอ ดีพซีคไม่ตอบ     

ผมรอประมาณสิบนาที  แล้วถามด้วยคถามเดิม    เขาคิดอยู่นาน แล้วให้คำตอบเดิม    แสดงว่าเขาฉลาดในระดับเลี่ยงการให้คำตอบ   

สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องนี้ในทางปฏิบัติจริง มีความซับซ้อน VUCA, BANI, Wicked  ที่เราต้องตระหนักและเรียนรู้ต่อไป   ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการสะท้อนคิดสู่หลักการเชิงนามธรรม 

โปรด “เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง” ต่อข้อความในบันทึกนี้

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ก.พ. ๖๘