วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ผมข้าร่วมเสวนากับประชาคม มทส. ตามข่าว (๑) เพื่อทำความรู้จัก มทส. ในมิติที่ลึก ช่วยให้ผมได้ความรู้มากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เชิงลึก สำหรับเอามาสะท้อนคิดแบบที่ผมเรียกว่า “เคี้ยวเอื้อง” ไปได้อีกนาน และพบว่า ในทั้งสองวงเสวนา คือตอนเช้าเป็นวงบุคลากรที่ไม่ใช่ผู้บริหาร ตอนบ่ายเป็นวงผู้บริหาร มีการพูดถึงการพัฒนาระบบการสื่อสารภายใน มทส. ที่ผมเสนอต่อวงผู้บริหารในตอนเย็นว่าประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ (๑) การสื่อสารด้านเอกสาร วาจา สื่อดิจิทัล และการประชุม ที่เป็นวิธีสื่อสารที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป ที่ควรจัดให้มีทั้งการสื่อสารทั้งแบบบนลงล่าง และล่างขึ้นบน ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ (๒) การสื่อสารผ่านโครงสร้าง ที่ มทส. ต้องปรับโครงสร้าง ยกตัวอย่างการที่ มทส. ไม่มีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ทำให้คณบดีไม่รู้ข้อมูลในภาพรวมของ มทส. ร่วมกัน
แต่เมื่อกลับมาสะท้อนคิดที่โรงแรมที่พัก ก็คิดชื่อบันทึกนี้ออก และคิดโครงสร้างที่ช่วยการสื่อสาร สร้างความโปร่งใส ความเข้าใจร่วมกัน ความเชื่อถือไว้วางใจระหว่างกัน และเป็นทั้งกลไกการสื่อสาร การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาคมมหาวิทยาลัยไปในตัว และที่สำคัญ ช่วยผ่อนแรงอธิการบดี รวมทั้งน่าจะช่วยลดการร้องเรียนที่เกิดจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันลงไปได้มาก หรืออาจถึงกับหมดไปเลย
คนเราติดวิธีคิดเชิงเส้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงเส้นตรง ไม่คุ้นกับการคิดเชิงระบบ ที่ในชีวิตจริงมักเป็นระบบที่ซับซ้อน (complex) และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา (complex-adaptive) การสื่อสารที่แท้จริงภายในองค์กรเป็นเช่นนั้น รวมทั้งมีทั้งการสื่อสารที่เป็นทางการ และที่ไม่เป็นทางการ และในหลายกรณีเป็นการ “ซุบซิบ”
ในชีวิตจริง การสื่อสารมีทั้งที่เป็นมายา และที่เป็นความตรงไปตรงมา มีทั้งแฝงด้วยเจตคติเชิงบวก และเจตคติเชิงลบ มีทั้งแฝงผลประโยชน์ส่วนรวม และแฝงผลประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนพวกพ้อง
ผมจึงสนใจหลักการเรื่องการสื่อสารที่ฝังหรือแฝงอยู่ในระบบการทำงาน หรือระบบการบริหารงาน และระบบกำกับดูแลมหาวิทยาลัย โดยหาทางเรียนรู้แบบกลับทาง คือสังเกตหน่วยงาน ซึ่งในที่นี้คือมหาวิทยาลัย ที่มีความเจริญก้าวหน้า สมาชิกมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือสามัคคีกัน ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปข้างหน้า ฟันฝ่าความยากลำบากในการเปลี่ยนโฉม (transform) มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน นำมาเปรียบเทียบกับระบบของ มทส. ที่ผมกำลังทำความเข้าใจ และเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยมีข้อสรุปสำคัญอย่างหนึ่ง (ไม่ทราบว่าสรุปผิดหรือถูก) ว่า มทส. ขาดกลไกการ “สื่อสารแบบไม่ต้องสื่อสาร” คือสื่อสารอยู่ในระบบงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยู่ในกิจกรรมที่สมาชิกของประชาคม มทส. ให้ความสนใจ เช่นการสรรหาอธิการบดี การสรรหาคณบดี และหัวหน้าส่วนงาน เป็นต้น ที่มีการกำหนดเป้าหมายของงานที่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งในวาระต่อไปจะต้องดำเนินการให้บรรลุผล มีกระบวนการให้หน่วยงานย่อยของส่วนงานที่ผู้บริหารที่กำลังจะสรรหาร่วมกันเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสม มีคณะกรรมการสรรหาที่มีองค์ประกอบเหมาะสม และคณะกรรมการสรรหาเชิญผู้สมควรได้รับการพิจารณา (candidate) มาสนทนา ให้โอกาสเสนอยุทธศาสตร์การบรรลุเป้าหมายที่กำหนด แล้วนำชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งเสนอสภามหาวิทยาลัยพร้อมเป้าหมายและกลยุทธในการบรรลุเป้าหมายที่ผู้นั้นระบุ เสนอต่อสภามหาวิทยาลัย หลังจากนั้นสองสามเดือน ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเข้าเสนอวิสัยทัศน์เป้าหมายและกลยุทธในการบรรลุเป้าต่อสภามหาวิทยาลัย เพื่อขอคำแนะนำ ข้อมูลการนำเสนอและคำแนะนำของสภาจะได้รับการบันทึก และนำไปเป็นข้อมูลประกอบการประเมินผู้บริหารท่านนั้นเมื่อดำรงตำแหน่งไปเกือบครึ่งเทอม และเมื่อดำรงตำแหน่งไปค่อนเทอม โดยมีคณะกรรมการประเมินที่มีองค์ประกอบเหมาะสม นำผลการประเมินเสนอสภามหาวิทยาลัย เพื่อรับคำเห็นชอบ และคำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับแจ้งผู้ดำรงตำแหน่ง แจ้งอธิการบดี และแจ้งประธานคณะกรรมการอำนวยการของส่วนงานนั้น
กิจกรรมในย่อหน้าข้างบน เป็นการสื่อสารที่มีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย และหลายส่วนจะมีการเผยแพร่ให้สมาชิกของประชาคม มทส. เข้าไปอ่านเพื่อรับรู้ (และเรียนรู้) ได้ เป็นการสื่อสารด้วยการปฏิบัติงานจริง ข้อมูลจริง ต่างจากการสื่อสารแบบ “ประชาสัมพันธ์” ที่เราคุ้นเคย ซึ่งมีมิติด้านอวดผลงาน หรือโฆษณาชวนเชื่อ อยู่ไม่มากก็น้อย
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ม.ค. ๖๘