จริงๆ ผมว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากเพิ่มภาระให้กับผู้มีหน้าที่ในการเรื่องนี้ แต่ดูเ้หมือนสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้มีความวุ่นวายจนอาจจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ซึ่งก็ส่งผลต่อทุกคนในประเทศ รวมทั้งผมด้วย ดังนั้นจึงตัดสินใจเขียนเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ขอพาดพิงถึงใคร แต่จะเขียนโดยยึดรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2560 เป็นกรอบ ส่วนใครจะชอบ หรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ผมไม่อาจจะไปเปลี่ยนใจใครได้ แต่ผมเห็นด้วยที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมปัจจุบัน แต่การแก้ไขก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในหมด 15 ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 256 ความว่า ภายใต้บังคับมาตรา 255 [มาตรา 255 กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้] การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้
(1) ยัติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาวุฒิสภาไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย [บัญญัติว่าใครเสนอยัติแก้ไขได้บ้าง]
(2) ยัติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเสนอต่อรัฐสภา [สองสภาร่วมกัน] และให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ
(3)-(6) บัญญัติว่าด้วยแนวทางการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม และการลงมิติ [ผู้สนใจอ่านเพิ่มเติมได้จากรัฐธรรมนูญ]
(7) เมื่อมีการลงมติเห็นชอบตาม (6) แล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน แล้วจึงนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำความในมาตรา 81 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(8) ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจจะปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนจะดำเนินการตาม (7) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามิติตามกฎหมายออกเสียประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ดำเนินการตาม (7) ต่อไป
(9) ก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยตาม (7) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสภา หรือทั้งสองสภารวมกัน แล้วแต่กรณี มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเองเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณีว่าร่างรัฐธรรมนูญตาม (7) ขัดต่อมาตรา 255 หรือมีลักษณะตาม (8) และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับเรื่องดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปริมาภิไธยมิได้
จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในหมวด 15 ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ‘ไม่มีบทบัญญัติในที่ให้อำนจสภา หรือรัฐสภา’ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ' ได้ ที่ทำได้ก็คือ ‘การแก้ไขรายมาตรา’ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564 ก็ระบุข้อจำกัดนี้ไว้ด้วย ส่วนทางเลือกที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินการอยู่ในสองวันที่ผ่านมาน้้นเลือกที่จะแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดช่องให้มี สสร และแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ (ร่างฯ ของพรรคประชาชน) และเกือบทั้งฉบับยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 (ร่างฯ ของพรรคเพื่อไทย) ซึ่งทั้งสองร่างสามารถตีความได้ว่า ‘มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือเกือบทั้งฉบับ’ จึงทำให้พรรคภูิมใจไทยเห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ที่กล่าวอ้างถึงข้างต้น ซึ่งช่วงท้ายของคำวินิจฉัยดังกล่าวชี้ว่า ‘รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมฉบับใหม่ได้ โดยให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงมติก่อนว่าประชาชนประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประบชาชนลงมติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง'
แปลความชัดๆ คือ ‘ถ้าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง คือ ก่อนจะทำ และหลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว’
แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ ‘ยังไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตราใด หรือวรรคใด ที่ให้อำนาจรัฐสภา หรือใครร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือเกือบทั้งฉบับ (ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2)’ ส่วนการแก้ใขมาตรา 256 เพื่อเปิดช่องให้มี สสร มาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ต้องแก้ให้อำนาจรัฐสภา โดยให้อำนาจรัฐสภาตั้ง สสร ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำเสนอให้รัฐภาพิจารณาตามกระบวนการตรากฎหมายต่อไป
แต่ก็มีประเด็นต้องพิจารณากันให้รอบคอบอีกว่า ‘การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้อำนาจรัฐสภาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (ทั้งฉบับ หรือเกือบทั้งฉบับยกเว้นหมวด 1 และ หมวด 2) นั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามคำวินัยฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ’ถ้าใช่' ก็แปลว่าต้องมีการทำประชามติก่อนไหมว่าประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และมีคำถามพ่วงในประชามติด้วยว่า ‘ต้องการให้รัฐภา หรือ ให้ สสร เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ เมื่อได้คำตอบแล้วค่อยแก้ไขมาตรา 256 ครับ
ถ้าสงสัยว่าบทวิเคราะห์ของผมยัง ‘หน่อมแหน้ม’ แล้วก็ทำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพร้อมคำถามอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินการอยู่ก็ได้ครับ ส่วนดับเครื่องชนเสี่ยงตายเอาดาบหน้าแบบพรรคประชาชนเสนอนั้น เอาไว้ไห้พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาลก่อนแล้วค่อยทำครับ แต่พรรคเพื่อไทยอย่าเสี่ยงนะครับ (ขอร้อง) เพราะจะตายตั้งแต่ดาบแรกแล้วครับ ไม่ต้องรอดาหน้าครับ
รักนะประเทศไทย
สมาน อัศวภูมิ