ชีวิตที่พอเพียง  4918a. สุขภาวะทางปัญญา 5 

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ในการประชุมกลุ่มสามพราน มีการนำเสนอเรื่องกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา    ที่ผมไม่ได้เข้าเพราะติดงาน PMAYP Networking & Reunion ที่คณะแพทยศาสตร์  จุฬาฯ   แต่ก็ได้รับเอกสารทั้ง ๓ ชิ้นของการประชุม    ที่เมื่ออ่านแล้วก็ยิ่งชัดเจนว่า เรื่อง spiritual health นั้น    ด้านทฤษฎีเป็นที่รู้ๆ กัน หรือค้นหาได้ไม่ยาก   ที่ยากคือการปฏิบัติ  และการเห็นคุณค่าแล้วหันมาปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันเพื่อให้ตนเองได้รับผล    โดยที่ผมมีความเห็นว่า ผู้ได้รับผลนั้นจะไม่ใช่เพียงตัวผู้ปฏิบัติ   แต่ผู้คนรอบข้างก็ได้รับผลดีด้วย   เพราะผู้ปฏิบัติจนมีสุขภาวะทางปัญญาสูง จะแผ่รังสีเมตตากรุณาไปรอบตัว

ผมเชื่อว่า จะเกิดผลดีที่สุด หากเราดำเนินการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาของคนไทยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอน    ซึ่งหมายความว่า ไม่รอจนตนเองรู้ตัวว่าย่อหย่อนทำให้ขาดความสุข   จึงหาทางช่วยตัวเอง    ต้องมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ    ให้คนที่จะเป็นพ่อแม่ได้เตรียมตัวสร้างระบบนิเวศที่ดีให้แก่ทารกในครรภ์ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมองที่จะเป็นพื้นฐานความงอกงามของสุขภาวะทางปัญญา    นั่นคือการที่แม่ตั้งครรภ์มีสุขภาวะทางจิตใจและปัญญาที่ดี   ไม่มีปัญหาความเครียดเรื้อรังระหว่างตั้งครรภ์    ซึ่งทารกจำนวนไม่น้อยไม่มีโชคดีนั้น   เพราะประเทศไทยมีความอ่อนแอทางสังคมเพิ่มขึ้น      

เมื่อคลอดออกมา ทารกก็ได้รับการเลี้ยงดูและการกระตุ้นเชิงบวก   อบอุ่นด้วยความรักและบรรยากาศความรักและเอื้ออาทร ภายในบ้าน ครอบครัว และชุมชน   ได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน วัยที่เล็กกว่า และที่โตกว่า เพื่อได้รับการกระตุ้นจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่หลากหลาย    ช่วยให้รู้จักสภาพสุขภาวะทางปัญญาในระดับที่แตกต่างกัน    รู้จักเผชิญหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยลบ    และรู้จักสร้างปัจจัยบวกให้แก่ตนเอง และผู้อื่น 

เมื่อโตขึ้นก็ได้เข้าสถานพัฒนาเด็กเล็ก ที่มีวิธีการพัฒนาเด็กครบทุกด้านแบบเน้นให้เด็กเล่นเพื่อพัฒนาตนเอง (play-based learning)    ที่ครูเข้าใจเรื่องวิธีหนุนให้เด็กพัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตน   และเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนๆ    ไปพร้อมๆ กันกับพัฒนาสมรรถนะอื่นๆ 

เมื่อเข้าวัยเรียน ก็ได้เข้าโรงเรียนที่จัดการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑   ไม่หลงจัดการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๐, ๑๙, หรือ ๑๘   ได้พัฒนาครบทุกด้านของสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ ๒๑    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมรรถนะด้านใน คือการรู้จักตนเอง  บังคับใจตนเองได้  และเข้าใจคนอื่น  เห็นใจคนอื่น    มีทักษะอารมณ์สังคมที่แข็งแรง    ที่ขยายขอบเขตออกไปนอกสังคมมนุษย์ สู่โลกกว้าง และจักรวาล    ช่วยให้เด็กได้ค่อยๆ พัฒนา Chickering’s Seven Vectors of Identity Development    สู่การมีตัวตนที่มั่นคง ไปพร้อมๆ กับมีความอ่อนน้อมถ่อมตน   และความยึดมั่นในคุณธรรม 

ได้พัฒนาเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต (purpose) ของตน   ที่เลยจากผลประโยชน์ส่วนตน  สู่การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ส่วนสังคม และโลก    อันจะมีผลสะท้อนกลับสู่สุขภาวะทางปัญญาของตนเองและคนรอบข้าง          

ทั้งหมดนั้น เป็นทฤษฎี   ที่แต่ละคนต้องนำไปปฏิบัติในบริบทชีวิตของตนเอง    ทั้งเพื่อชีวิตที่ดีของตนเอง    และเพื่อพัฒนาระบบต่างๆ ในสังคม ที่ช่วยเกื้อหนุนหลักการและวิธีการที่กล่าวมาแล้ว   

มหกรรมสุขภาวะทางปัญญา และมหกรรมพบเพื่อนใจ (Soul Connect Fest) ที่สามย่านมิตรทาวน์ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ - ๒ มีนาคม ๒๕๖๘ (๑)   ที่สนับสนุนการจัดโดย สสส. และจัดโดยภาคีหลายสิบ เพื่อนำเสนอและทำความรู้จักกิจกรรมต่างๆ โดยหลากหลายองค์กร หลากหลายวิธีการ เพื่อเป้าหมายสุขภาวะทางปัญญานี้    สำหรับให้คนไทยได้รู้จัก และเลือกใช้ประโยชน์ตามที่เหมาะสมกับตน   หรือหากสนใจเข้าร่วมเป็นผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็สามารถเลือกเข้ากลุ่มได้ตามที่ถูกคอกัน       

ในยุคนี้ ผู้คนตกเป็นเหยื่อของสภาพจิตหดหู่เศร้าหมอง ที่เรียกว่าภาวะซึมเศร้ากันมากขึ้น  ผมตีความว่าเป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รับการวางรากฐานสุขภาวะทางปัญญาเมื่อตอนเป็นเด็ก  หรือได้รับแบบกระท่อนกระแท่น หรืออาจได้รับแบบผิดๆ    การจัดมหกรรมสุขภาวะทางปัญญาและพบเพื่อนใจนี้    จึงน่าจะช่วยการค้นพบวิธีป้องกันความอ่อนแอ และและวิธีสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ   ให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์ในชีวิตตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน   

ผมเตรียมไปซึมซับเรียนรู้ เพื่อสะท้อนคิดสู่การจัดระบบสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาที่ดำเนินการต่อทุกช่วงชีวิตคน   และระบบป้องกันภัยจากปัจจัยทำลายสุขภาวะดังกล่าว    คือผมมุ่งไปทำความเข้าใจ root cause ของการขาดสุขภาวะทางปัญญา    เพื่อหาทางเสนอระบบขจัด root cause เหล่านั้น   

วิจารณ์ พานิช

๑๕ ก.พ. ๖๘