มหาธัมมปาลชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. มหาธัมมปาลชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๔๗)
ว่าด้วยมหาธรรมปาลกุมาร
(อาจารย์ทิศาปาโมกข์ถามพราหมณ์ว่า)
[๙๒] วัตรของท่านเป็นอย่างไร อนึ่ง พรหมจรรย์ของท่านเป็นอย่างไร นี้เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่ท่านประพฤติดีแล้วอย่างไร พราหมณ์ ขอท่านโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกท่านจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
(พราหมณ์ตอบว่า)
[๙๓] พวกเราประพฤติธรรม (ประพฤติธรรม ในที่นี้หมายถึงประพฤติกุศลกรรมบถ (ทางแห่งความดี ๑๐) คือ ทางกาย ๓ ได้แก่ (๑) ละการฆ่าสัตว์ (๒) ละการลักทรัพย์ (๓) ละการประพฤติผิดในกาม ทางวาจา ๔ ได้แก่ (๑) ละการพูดเท็จ (๒) ละการพูดส่อเสียด (๓) ละการพูดคำหยาบ (๔) ละการพูดเพ้อเจ้อ ทางใจ ๓ ได้แก่ (๑) ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น (๒) ไม่มีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น (๓) มีความเห็นชอบ) ไม่กล่าวเท็จ งดเว้นกรรมชั่ว ละเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแล พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๔] พวกเราฟังธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ แต่พวกเราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย จึงละเว้นอสัตบุรุษ ไม่ละเว้นสัตบุรุษ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๕] ก่อนจะให้ทาน พวกเราก็ดีใจ แม้ขณะให้ก็พอใจ แม้ให้ไปแล้วก็ไม่เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๖] พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคนจนให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๗] อนึ่ง พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงพวกภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา นอกจากภรรยาเหล่านั้นแล้ว พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๘] พวกเรางดเว้นการฆ่าสัตว์ทั้งปวง ละเว้นสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูดเท็จเลย เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๙๙] บุตรทั้งหลายที่เกิดในหญิงชั้นสูงมีมารยาทอันดีงามเหล่านั้น เป็นคนฉลาด มีปัญญามาก เป็นพหูสูต จบไตรเพท เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๑๐๐] พ่อแม่ พี่น้องหญิงชาย ลูกเมีย และเราทั้งหมดก็ประพฤติธรรมเพราะเหตุโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
[๑๐๑] ทาสชายหญิง บุคคลรอบข้างที่อาศัยเลี้ยงชีพ และคนงานทั้งหมดก็ประพฤติธรรมเพราะเหตุโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
(พราหมณ์แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรมว่า)
[๑๐๒] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ตนประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ถึงทุคติ
[๑๐๓] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มคันใหญ่ในฤดูฝน ธรรมปาลกุมารของเรามีธรรมคุ้มครอง ยังอยู่เป็นสุข กระดูกที่ท่านนำมาเป็นกระดูกคนอื่น
มหาธัมมปาลชาดกที่ ๙ จบ
---------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
มหาธรรมปาลชาดก
ว่าด้วย เหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม
พระศาสดา เมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดาในพระราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ความย่อว่า
ครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและของเคี้ยวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์. เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต ได้ตรัสว่า พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่ มีหมู่เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า สิทธัตถกุมารโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย.
เมื่อพระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ?
จึงตรัสว่า หม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศเสียอีกว่า พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่โคนต้นโพธิ์แล้ว จะยังไม่ปรินิพพาน.
พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในครั้งก่อน ครั้งอาตมภาพเกิดเป็นมหาธรรมปาลกุมาร เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดง บอกว่า บุตรของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อ กล่าวกับอาจารย์ว่า ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มี ก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า?
พระพุทธบิดาทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี บ้านนั้นที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาล พราหมณ์ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้นปรากฏชื่อว่าธรรมบาลเพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐.
ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกรก็ให้ทานรักษาศีลทำอุโบสถกรรม.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้นได้นามว่าธรรมปาลกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ส่งไปเรียนศิลปะ ณ เมืองตักกสิลา ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก ๕๐๐ คน.
ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง อาจารย์มีศิษย์มาณพแวดล้อม พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ทำฌาปนกิจศพบุตรในป่าช้า ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น.
ธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ.
เมื่อมาณพ ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนักอาจารย์ว่า น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้ พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว ธรรมปาลกุมารกล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกันเสียแต่ยังหนุ่ม เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ? มาณพเหล่านั้นกล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์เหล่านี้ดอกหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย. สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่หรือ?
ธรรมปาลกุมาร. จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง.
มาณพทั้งหลาย. แน่ะเพื่อนธรรมปาละ ในเรือนของท่านไม่มีใครตายหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย. ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา.
มาณพทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว จึงพากันบอกแก่อาจารย์
อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า พ่อธรรมปาละ ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริงหรือ? ธรรมปาลกุมารตอบว่า จริง ท่านอาจารย์.
อาจารย์ฟังคำของเขาแล้วคิดว่า กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน เราจักไปสำนักบิดาของกุมารนี้ถามดู ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง อาจารย์นั้นครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๗,๘ วันได้เรียกธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า แน่ะพ่อ เราจักจากไป เจ้าจงบอกศิลปะแก่มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัวหนึ่งมาล้างเอาใส่กระสอบ ให้คนรับใช้ผู้หนึ่งถือตามไป ออกจากเมืองตักกสิลาไปโดยลำดับ.
ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่า หลังไหน รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู.
พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้. เมื่ออาจารย์กล่าวว่า พวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตรของท่านมายืนอยู่ที่ประตู พวกทาสรับคำว่า ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอก พราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน แล้วนำอาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์ ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น.
อาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย จึงแสร้งกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญา เรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรคอย่างหนึ่ง สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.
พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น.
เมื่ออาจารย์ถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านหัวเราะอะไร? ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่น.
อาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้ว จงเชื่อเถิด แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า นี่กระดูกบุตรของท่าน.
พราหมณ์กล่าวว่า นี่จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข แต่ลูกฉันยังไม่ตาย เพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้วไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่มเลย ท่านพูดปด.
ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่.
อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้นแล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่านพราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่มๆ ไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุคงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่มๆ จึงไม่ตาย? ดังนี้
ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่มๆ ไม่ตายนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร ที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่มๆ ของพวกท่านจึงไม่ตาย.
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เป็นเหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นกรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆของพวกเราจึงไม่ตาย.
บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมดล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรมด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า :-
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของเรายังมีความสุข.
อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการมาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละแล้วกล่าวว่า นี่เป็นกระดูกแพะ ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตรของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้วเขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒-๓ วันแล้วไปเมืองตักกสิลา ให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ในเวลาจบสัจจะ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธมารดาพุทธบิดา ในบัดนี้
อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระสารีบุตร ในบัดนี้
บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท ในบัดนี้
ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------