ตักกลชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. ตักกลชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๔๖)
ว่าด้วยตักกลบัณฑิต
(ลูกชายวัย ๗ ขวบถามพ่อว่า)
[๘๒] คุณพ่อ หัวหอม หัวกระเทียมก็ไม่มี มันเทศก็ไม่มี มันมือเสือก็ไม่มี เหง้าตาลก็ไม่มีเลย คุณพ่อต้องการอะไร จึงขุดหลุมอยู่คนเดียวกลางป่าช้าในป่า
(พ่อตอบว่า)
[๘๓] ลูกรัก ปู่ของเจ้าทุพพลภาพมากแล้ว ถูกความลำบากเพราะความเจ็บป่วยหลายอย่างเบียดเบียน วันนี้ พ่อจะขุดหลุมฝังปู่เจ้า เพราะพ่อไม่ชอบใจชีวิตอย่างนั้นของปู่เจ้า
(ลูกชายกล่าวว่า)
[๘๔] คุณพ่อได้รับความคิดอันชั่วช้านี้มา แล้วกระทำกรรมอันหยาบช้าไร้ประโยชน์ คุณพ่อ เมื่อคุณพ่อแก่ชราก็จักได้รับการกระทำเช่นนี้แม้จากลูก ถึงลูกก็จะประพฤติตามประเพณีของตระกูลนั้น จะขุดหลุมฝังคุณพ่อเหมือนกัน
(พ่อกล่าวว่า)
[๘๕] นี่เจ้าเด็กน้อย เจ้าพูดกระทบข่มขู่พ่อด้วยวาจาที่หยาบ ลูกรัก เจ้าเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อ กลับไม่อนุเคราะห์เกื้อกูลพ่อ
(ลูกชายกล่าวโต้ตอบว่า)
[๘๖] คุณพ่อ ลูกจะไม่อนุเคราะห์เกื้อกูลคุณพ่อก็หาไม่ แม้ลูกก็อนุเคราะห์เกื้อกูลคุณพ่อ แต่ไม่อาจจะห้ามคุณพ่อผู้กำลังทำกรรมชั่วช้านั้น จากการกระทำนั้นได้
(พ่อกล่าวว่า)
[๘๗] พ่อสวิฏฐะ ผู้ใดมีความชั่วช้า เบียดเบียนพ่อแม่ผู้ไม่ประทุษร้ายตน เมื่อตายไปชาติหน้า ผู้นั้นจะตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย
[๘๘] พ่อสวิฏฐะ ส่วนผู้ใดบำรุงพ่อแม่ด้วยข้าวและน้ำ เมื่อตายไปชาติหน้า ผู้นั้นจะขึ้นสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย
[๘๙] ลูกรัก เจ้าไม่อนุเคราะห์เกื้อกูลพ่อก็หามิได้ เจ้าอนุเคราะห์เกื้อกูลพ่อแท้ๆ แต่พ่อถูกแม่ของเจ้าสั่งมา จึงกระทำกรรมหยาบช้าเช่นนี้
(ลูกชายกล่าวว่า)
[๙๐] ภรรยาของพ่อไม่ใช่คนดี เป็นแม่บังเกิดเกล้าของลูกนั่นเอง พ่อควรขับแม่ออกจากเรือนไป แม่นั้นควรจะได้รับทุกข์อย่างอื่นบ้าง
[๙๑] ภรรยาของพ่อไม่ใช่คนดี เป็นแม่บังเกิดเกล้าของลูกนั่นเอง แม่นั้นมีความคิดชั่วช้า ได้รับการฝึกแล้วหมดพยศ เหมือนช้างพัง จงให้กลับมาอยู่ต่อไป
ตักกลชาดกที่ ๘ จบ
------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ตักกลชาดก
ว่าด้วย การเลี้ยงดูบิดามารดา
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภบุรุษผู้เลี้ยงบิดาคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า บุรุษนั้นเป็นลูกคนสุดท้องในตระกูลยากจนตระกูลหนึ่ง เมื่อมารดาตายแล้ว เขาลุกขึ้นแต่เช้า ทำการปฏิบัติบิดามีให้ไม้สีฟันแลน้ำบ้วนปากเป็นต้น จัดอาหารมีข้าวยาคูแลภัตเป็นอาทิ โดยสมควรแก่ทรัพย์ที่ตนได้มาด้วยการรับจ้างและการไถ บำรุงเลี้ยงบิดา
ครั้งนั้น บิดาพูดกะเขาว่า ลูกรัก เจ้าคนเดียวทำการงานทั้งภายในภายนอก พ่อจักนำนางกุลทาริกามาให้เจ้าสักคนหนึ่ง นางจักได้ช่วยทำการงานในเรือน.
เขากล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ขึ้นชื่อว่าสตรีมาเรือนแล้ว คงจักไม่ทำความสุขใจให้แก่ฉันและพ่อได้ ขอพ่ออย่าได้คิดเช่นนี้เลย ฉันจักเลี้ยงดูพ่อจนตลอดชีวิต เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วฉันจักบวช.
ลำดับนั้น บิดาได้นำนางกุลทาริกาคนหนึ่งมาให้ทั้งๆ ที่เขาไม่ต้องการเลย
นางได้มีอุปการะและเคารพยำเกรงต่อพ่อผัวและผัว
ฝ่ายผัวก็ยินดีต่อนางว่า เป็นผู้อุปการะต่อบิดาของตน จึงนำของที่ชอบๆ ใจ ซึ่งได้มาๆ มามอบให้ แม้นางก็ได้น้อมนำเข้าไปให้พ่อผัวทั้งสิ้น
ต่อมา นางคิดว่า สามีของเราได้อะไรมา ก็มิได้ให้แก่บิดา ให้แก่เราผู้เดียวเท่านั้น เขาคงไม่มีความรักในบิดาเป็นแน่ เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งทำตาแก่นี้ให้เป็นที่เกลียดชังแห่งสามีเรา แล้วให้ขับเสียจากเรือน.
ตั้งแต่นั้นมา นางก็ได้ทำเหตุที่ยั่วให้พ่อผัวโกรธ เป็นต้นว่า เมื่อจะให้น้ำก็ให้น้ำเย็นเกินไปบ้าง ร้อนเกินไปบ้าง ให้อาหารเค็มจัดบ้างจืดไปบ้าง ให้ภัตดิบๆสุกๆ บ้าง แฉะเกินไปบ้าง ดังนี้ เมื่อพ่อโกรธ นางก็กล่าวคำหยาบว่า ใครจักอาจปฏิบัติตาแก่นี้ได้ แล้วก่อการทะเลาะขึ้น แลแกล้งขากก้อนเขฬะเป็นต้น ในที่ทั่วๆ ไป แล้วฟ้องสามีว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดา เมื่อฉันกล่าวว่า พ่ออย่าทำอย่างนี้ๆ พ่อก็โกรธ ท่านจะให้พ่ออยู่ในเรือนนี้หรือจะให้ฉันอยู่.
เขาได้กล่าวกะนางว่า น้องรัก เจ้ายังเป็นสาวอยู่อาจที่จะเป็นอยู่ในที่ใดๆ ก็ได้ พ่อของฉันแก่แล้ว เมื่อเจ้าไม่อาจอดกลั้นแกได้ ก็จงออกจากบ้านนี้ไป.
นางมีความกลัว หมอบลงแทบเท้าพ่อผัว ขอขมาโทษว่า ตั้งแต่นี้ไป ฉันจักไม่ทำอย่างนี้อีก แล้วนางก็เริ่มปฏิบัติตามปกติดังก่อน.
ลำดับนั้น อุบาสก ตั้งแต่วันที่ถูกภรรยารบกวนบิดาให้เดือดร้อน ก็มิได้ไปฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ต่อเมื่อภรรยาดำรงเป็นปกติแล้วจึงได้ไป
ที่นั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า อุบาสก เหตุไร? ท่านจึงไม่มาฟังธรรมถึง ๗ วัน.
เขาได้กราบทูลเหตุการณ์ให้ทรงทราบ
พระศาสดาตรัสว่า ในกาลนี้เท่านั้นที่ท่านไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับบิดาออกจากเรือน แต่ในกาลก่อนท่านเชื่อถ้อยคำของภรรยาของท่าน นำบิดาไปป่าช้าผีดิบขุดหลุมฝังบิดา เราตถาคตเกิดเป็นบุตรมีอายุ ๗ ขวบแสดงคุณของมารดาบิดา ห้ามการฆ่าบิดาได้ในเวลาที่จะตาย คราวนั้นท่านเชื่อฟังถ้อยคำของเรา ปฏิบัติบิดาจนตลอดชีวิตแล้วไปเกิดในสวรรค์ โอวาทที่เราให้ไว้นี้นั้น แม้ท่านไปเกิดในภพอื่นก็ไม่ละวาง ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับไล่บิดาออกในบัดนี้.
อุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว
พระองค์จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ณ บ้านของชาวกาสีตำบลหนึ่ง ตระกูลแห่งหนึ่งมีบุตรน้อยคนเดียว ชื่อสวิฏฐกะ เขาบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาอยู่ ต่อมาเมื่อมารดาล่วงลับไปแล้ว ก็บำรุงเลี้ยงบิดา
เรื่องทั้งหมดต่อไปนี้ เหมือนเนื้อเรื่องปัจจุบันนั่นแหละ
ในที่นี้จะกล่าวแต่เนื้อความที่แปลก ดังต่อไปนี้.
ครั้งนั้น หญิงนั้นกล่าวว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดาเถิด เมื่อฉันกล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้ๆ ก็โกรธ. แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าแต่นาย บิดาของท่านดุกับหยาบคาย ก่อการทะเลาะอยู่เรื่อย แกแก่คร่ำคร่า พยาธิเบียดเบียน ไม่ช้าก็จักตาย ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับแกได้ ในวันสองวันนี้แกต้องตายแน่ ท่านจงนำแกไปป่าช้าผีดิบ ขุดหลุมแล้วเอาแกใส่เข้าไปในหลุม เอาจอบทุบศีรษะให้ตาย เอาฝุ่นกลบข้างบนแล้วจงมา.
นายสวิฏฐกะถูกภรรยารบเร้าอยู่บ่อยๆ จึงกล่าวว่า แน่ะหล่อน ขึ้นชื่อว่าการฆ่าคนเป็นกรรมหนัก ฉันจักฆ่าบิดาอย่างไรได้.
นางกล่าวว่า ฉันจักบอกอุบายแก่ท่าน นายสวิฏฐกะกล่าวว่า จงบอกมาก่อน นางจึงบอกว่า ข้าแต่นาย ท่านจงไปที่บิดานอน ในเวลาเช้ามืด ทำเสียงดังให้คนทั้งหมดได้ยิน แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ลูกหนี้ของพ่อมีอยู่ที่บ้านโน้น เมื่อฉันจะไปแต่ลำพังเขาจะไม่ให้ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วเงินจักสูญ พรุ่งนี้เรานั่งบนยานไปด้วยกันแต่เช้าทีเดียว ดังนี้ แล้วนายจงลุกขึ้นตามเวลาที่บิดาบอกไว้ เทียมยานให้แกนั่งบนยานแล้วนำไปป่าช้าผีดิบ ขุดหลุมแล้วทำเป็นเสียงโจรปล้น ฆ่าแกแล้วผลักลงหลุมทุบศีรษะแล้วอาบน้ำมาเรือน.
นายสวิฏฐกะคิดว่าอุบายนี้เข้าที จึงรับคำของนางแล้วตระเตรียมยานที่จะไป
ก็นายสวิฏฐกะมีบุตรอยู่คนหนึ่งมีอายุ ๗ ขวบ เป็นเด็กฉลาดเฉียบแหลม เขาฟังคำของมารดา จึงคิดว่า มารดาของเรามีธรรมลามกยุบิดาเราให้ทำปิตุฆาต เราจักไม่ให้บิดาเราทำปิตุฆาต. แล้วก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปนอนอยู่กับปู่ ครั้นได้เวลาที่บิดาบอกไว้ นายสวิฏฐกะเทียมยานแล้วกล่าวว่า มาเถิดพ่อ เราไปสะสางลูกหนี้กันเถิด. แล้วให้บิดานั่งบนยาน กุมารได้ขึ้นยานก่อนแล้ว
นายสวิฏฐกะไม่อาจห้ามบุตรได้ จึงต้องพาไปป่าช้าผีดิบด้วย ให้บิดาและกุมารพักอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งกับยาน ตนเองลงถือจอบและตะกร้า เริ่มจะขุดหลุม ๔ เหลี่ยม ณ ที่ลับแห่งหนึ่ง
แม้กุมารก็ลงแล้วไปสำนักบิดา ทำเป็นไม่รู้ เริ่มคำพูดกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พ่อ มันนก มันเทศ มันมือเสือ และผักทอดยอด ก็มิได้มี พ่อต้องการอะไร จึงขุดหลุมอยู่คนเดียวในป่ากลางป่าช้าเช่นนี้เล่า.
ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคาถาที่ ๒ ตอบบุตรว่า :-
แน่ะพ่อ ปู่ของเจ้าทุพพลภาพมากแล้ว ถูกกองทุกข์อันเกิดจากโรคภัยหลายอย่างเบียดเบียน วันนี้ พ่อจะฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม เพราะพ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้ามีชีวิตอยู่ อย่างลำบากเลย
กุมารได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวกึ่งคาถาว่า :-
พ่อได้ความดำริอันลามกนี้แล้ว กระทำกรรมที่หยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า
ข้าแต่พ่อ ท่านคิดว่า เราจักเปลื้องบิดาออกจากทุกข์ จึงผูกไว้ด้วยมรณทุกข์ ชื่อว่ากระทำกรรมอันหยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์ เพราะได้ความดำริอันลามกนี้ และเพราะก้าวล่วงประโยชน์ด้วยอำนาจแห่งความดำรินั้นตั้งอยู่.
ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ฉวยจอบจากมือบิดา ตั้งท่าจะขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งในที่ใกล้ๆ กัน. ลำดับนั้น บิดาจึงเข้าไปถามกุมารนั้นว่า ลูกรัก เจ้าจะขุดหลุมทำไม?
เมื่อกุมารจะตอบบิดา ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่พ่อ เมื่อพ่อแก่ลง ก็จักได้รับกรรมเช่นนี้จากลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตามเยี่ยงตระกูลนั้น จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง.
พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า
ข้าแต่พ่อ แม้ลูกก็จักฝังพ่อเสียในหลุมอีกหลุมหนึ่ง ในเวลาที่พ่อแก่บ้าง. อธิบายว่า พ่อ เพราะเหตุนี้แล เมื่อพ่อแก่ลงก็จักได้รับกรรมเช่นนี้ ในหลุมที่ขุดไว้นี้จากตัวลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตามเยี่ยงตระกูลนั้น คือที่พ่อให้เป็นไปแล้วนั้น คือเมื่อเจริญวัยแล้ว อยู่กินกับภริยา ก็จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง.
ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคาถาที่ ๔ แก่กุมารว่า :-
แน่ะพ่อ เจ้ามากล่าวกระทบกระเทียบขู่เข็ญพ่อด้วยวาจาหยาบคาย เจ้าเป็นลูกที่เกิดแต่อกของพ่อ แต่หาได้มีความอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่พ่อไม่.
เมื่อบิดากล่าวอย่างนี้แล้ว กุมารผู้เป็นบัณฑิตจึงกล่าวคาถา ๓ คาถา
คือคาถาโต้ตอบคาถา ๑ คาถา อุทาน ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่พ่อ มิใช่ว่าฉันจะไม่มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อ แม้ฉันก็มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อ แต่เพราะฉันไม่กล้าจะห้ามพ่อผู้ทำบาปกรรมโดยตรงได้ จึงได้พูดกระทบกระเทียบเช่นนั้น.
ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดเป็นคนมีธรรมอันลามก เบียดเบียนมารดาหรือบิดาผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า ย่อมเข้าถึงนรกโดยไม่ต้องสงสัย.
ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาด้วยข้าวน้ำ ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า เข้าถึงสุคติโดยไม่ต้องสงสัย.
บิดา ครั้นได้ฟังธรรมกถาของบุตรดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
แน่ะพ่อ เจ้าจะเป็นผู้ไม่มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อก็หาไม่ เจ้าชื่อว่าเป็นผู้มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อแล้ว แต่พ่อถูกแม่ของเจ้าว่ากล่าว จึงได้กระทำกรรมที่หยาบคายเช่นนี้.
กุมารได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ธรรมดาสตรีเมื่อเกิดโทสะขึ้นข่มไว้ไม่ได้เลย จึงทำชั่วบ่อยๆ ควรที่พ่อจะขับแม่ของฉันไปเสีย ไม่ให้ทำชั่วเช่นนี้อีกได้
แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวฉัน พ่อจงขับไล่ไปเสียจากเรือนของตน เพราะแม่จะนำทุกข์อย่างอื่นมาให้พ่ออีก.
นายสวิฏฐกะได้ฟังคำของบุตรผู้เป็นบัณฑิตแล้ว มีความโสมนัส กล่าวว่า เราไปกันเถิดลูก แล้วขึ้นนั่งบนยานกับบุตรและบิดาไปบ้าน.
ฝ่ายหญิงอนาจารนั้นก็ร่าเริงยินดีว่า คนกาลกรรณีออกจากเรือนเราไปแล้ว จึงเอามูลโคสดมาทาเรือน หุงข้าวปายาสแล้วคอยแลดูทางที่ผัวจะมา ครั้นเห็นมาทั้งสามคนก็โกรธว่า พาคนกาลกรรณีที่ออกไปกลับมาอีกแล้ว จึงด่าว่า เจ้าคนร้าย เจ้าพาคนกาลกรรณีที่ออกไปแล้ว กลับมาอีกทำไม?
นายสวิฏฐกะไม่พูดอะไรๆ ปลดยานแล้ว จึงพูดว่าคนอนาจาร เจ้าว่าอะไร? แล้วทุบนางนั้นเสียเต็มที่ กล่าวว่า แต่นี้ไปเจ้าอย่าเข้ามาเรือนนี้ แล้วจับเท้าลากออกไป ครั้นไล่ภรรยาไปแล้ว ก็อาบน้ำให้บิดากับบุตร แม้ตนเองก็อาบ แล้วบริโภคข้าวปายาสพร้อมกันทั้งสามคน หญิงใจบาปนั้นไปอยู่เรือนผู้อื่นได้ ๒-๓ วัน.
ในกาลนั้น บุตรกล่าวกะบิดาว่า ข้าแต่พ่อ แม่ฉันคงยังไม่รู้สำนึกด้วยการถูกลงโทษเพียงเท่านี้ พ่อจงแกล้งพูดว่า จะไปขอลูกสาวลุงในตระกูลโน้นมาปรนนิบัติตัวกับบิดาและบุตร เพื่อทำให้แม่ฉันเก้อ แล้วถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขึ้นยานไปเที่ยวอยู่ตามท้องนา แล้วกลับมาเวลาเย็น.
นายสวิฏฐกะได้กระทำตามทุกประการ สตรีในตระกูลที่คุ้นเคยบอกหญิงนั้นว่า ได้ยินว่า ผัวของเธอไปบ้านโน้นเพื่อนำหญิงอื่นมาเป็นภริยา.
หญิงนั้นสะดุ้งกลัวว่า ฉิบหายละเราคราวนี้ เราไม่มีโอกาสอีกแน่ คิดว่าจะอ้อนวอนบุตรดูสักครั้ง จึงแอบไปหาบุตร หมอบลงแทบเท้ากล่าวว่า ลูกรัก เว้นเจ้าเสียแล้ว คนอื่นไม่เป็นที่พึ่งของแม่ได้ ตั้งแต่นี้ไป แม่จะปฏิบัติพ่อและปู่ของเจ้าราวกะพระเจดีย์ที่ประทับไว้ เจ้าจงช่วยให้แม่ได้เข้ามาอยู่ในเรือนนี้อีก.
กุมารกล่าวว่า ดีแล้วแม่ ถ้าแม่ไม่ทำเช่นนี้อีก ฉันจักช่วย แม่อย่าประมาท.
ครั้นเวลาบิดามา ได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวฉัน ซึ่งมีใจบาปนั้น ถูกทรมานดังช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจแล้ว จงกลับมาเรือนเถิด.
กุมารนั้น ครั้นแสดงธรรมแก่บิดาดังนี้แล้ว ก็ไปนำมารดามา นางขอขมาโทษผัวและพ่อผัวแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ประกอบด้วยธรรมเครื่องข่ม ปฏิบัติผัวพ่อผัวและลูกเป็นอย่างดี สองผัวเมียตั้งอยู่ในโอวาทของลูก ทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วได้ไปเกิดในสวรรค์.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม บุรุษผู้เลี้ยงบิดาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
บิดาบุตรและหญิงสะใภ้ในครั้งนั้น ได้มาเป็น บิดาบุตรและหญิงสะใภ้ในบัดนี้
ส่วนกุมารผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตักกลชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------