การเรียนรู้จากชีวิตจริง หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์เปิดกว้างให้มิติของความเป็นมนุษย์ออกฤทธิ์  สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการเรียนรู้แบบ reductionist ในระบบการศึกษา  คือการเรียนรู้ในชีวิตจริงเป็นการเรียนรู้แบบ realist  เรียนจาก complexity ของชีวิตจริง 

Reflective Learning  ทักษะเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

ผมใคร่ครวญว่า อนาคตของการศึกษา หรือการศึกษาเพื่อโลกและชีวิตในอนาคต น่าจะมีปัจจัยหรือทักษะสำคัญที่สุดคือ ทักษะในกาสร้างความรู้ขึ้นเองจากประสบการณ์ชีวิต  ผ่านการสะท้อนคิดตีความข้อมูลจากประสบการณ์ ตกผลึกสู่การสร้างหลักการหรือทฤษฎีเล็กๆ   ตามที่ระบุใน Kolb’s Experiential Learning ที่ผมเสนอไว้ที่ (๑) 

ย้ำว่า ในยุคนี้และในอนาคต คนเราต้องกลับทางการเรียนรู้    จากเดิมเรียนทฤษฎีที่ปราชญ์ในอดีตกำหนด  แล้วเอามาทดลองใช้ในสถานการณ์สมมติหรือสถานการณ์จริง    เปลี่ยนมาเรียนแบบฝึกคิดหลักการหรือทฤษฎีเอง จากประสบการณ์   

แนวทางย้อนศรเดิมนี้    จะช่วยให้ผู้เรียนค่อยๆ พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง   สร้างความเป็นมนุษย์ที่กล้าคิดกล้าริเริ่มที่เรียกว่า agentic person    มีคุณสมบัติ agency (ผู้ก่อการ)    ที่โลกในอนาคตต้องการ    คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอนาคตขาดคุณสมบัตินี้ไม่ได้     

แต่ไม่ได้หมายความว่า ความรู้ที่สั่งสมต่อๆ กันมาไม่สำคัญ   องค์ความรู้โลกเหล่านั้นเวลานี้อยู่ที่ปลายนิ้ว    เราค้นได้จากคอมพิวเตอร์  แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ   สำหรับเอามาประกอบการคิด หรือการสะท้อนคิดของเรา    เอามาเปรียบเทียบ เพื่อช่วยการคิด (สะท้อนคิด - reflection) ของเรา     โดยต้องระวัง ไม่ให้ความรู้โลกเป็นตัวกดทับยับยั้งการคิดสร้างสรรค์ หรือแหวกแนวของเรา   

ทักษะสะท้อนคิด เพื่อฝึกสร้างความรู้จากประสบการณ์   จะทรงพลังยิ่งขึ้น หากเราตกผลึกสร้างหลักการหรือทฤษฎีด้วยตนเองเองแล้ว    เราสมาทานท่าที “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง”    เพื่อนำเอาหลักการที่คิดได้ ไปทดลองใช้ ในขั้นตอน Active Experimentation ในวงจร Kolb’s Experiential Learning Cycle   เกิดวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นวงจรยกระดับ หรือ เกลียวยกระดับ (spiral) ความรู้หรือสมรรถนะ ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด     

ฝึกหมุนวงจร/เกลียวเรียนรู้จากการปฏิบัติจนเป็นนิสัย   นอกจากทักษะการใคร่ครวญสะท้อนคิดจะคล่องเหมือนขี่จักรยานแล้ว    จริตเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจะสร้าง inquisitive mind หรือนิสัยขี้สงสัย    ที่นำสู่การพิสูจน์ด้วยตนเอง    ผ่านการนำไปลองปฏิบัติ (Active Experimentation)  เมื่อเห็นผลด้วยตนเอง จึงเชื่อ 

การเรียนรู้จากประสบการณ์ผ่านวงจรยกระดับความรู้และสมรรถนะต่อเนื่องนี้   ควร (ต้อง) ทำเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม    เมื่อนำข้อค้นพบมาสะท้อนคิดก็ทำร่วมกัน ผ่านกระบวนการสานเสวนา (dialogue)    ซึ่งหมายความว่าเป็นวงเรียนรู้ที่สมาชิกผลัดกันพูดผลัดกันฟัง โดยไม่เน้นถูกผิด แต่เน้นการสะท้อนคิดออกมาจากใจอย่างอิสระ   ผู้ฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ ที่เรียกว่า deep listening   ทั้งรับรู้ผ่านวจนวาจา  และผ่านอวัจนวาจา คือภาษากาย    ที่ผมใช้คำว่า “ฟังให้ได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด”   ในกระบวนการเช่นนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างมีคุณค่ายิ่งไปตลอดชีวิตคือทักษะการฟัง    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟังการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection) จากสิ่งที่สังเกตเห็นและมีข้อมูลประกอบชุดเดียวกันกับที่เราประสบ    แต่ข้อสะท้อนคิดของเขาแตกต่างจากของเรา   เราจะได้ฝึกเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายของความคิดของมนุษย์    และฝึกเคารพข้อคิดเห็นที่แตกต่างนั้น   และในหลายกรณีช่วยให้ตัวเรามีความอ่อนน้อมถ่อมตน   เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่า เพื่อนบางคน ในบางกรณี สังเกตเห็นสิ่งที่เราไม่เห็น  หรือสะท้อนคิดความหมายของข้อสังเกตเดียวกันกับของเรา แต่เขาสะท้อนคิดออกมาลึกซึ้งกว่า หรือคมชัดกว่า   

จะเห็นว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีการตั้งคำถามเพื่อการสะท้อนคิดหลายๆ แบบ    จะนำไปสู่การเรียนรู้ได้ครบทุกมิติของสาระการเรียนรู้    โดยในเบื้องต้นครูต้องช่วย ให้นั่งร้าน (scaffolding) โดยช่วยตั้งคำถาม    และครูต้องฝึกให้นักเรียนตั้งคำถามแก่ตัวเอง หรือแก่เพื่อน เพื่อกระตุ้นการสะท้อนคิด   

ทักษะการตั้งคำถาม เป็นทักษะสำคัญยิ่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์    เพราะคำถามคือตัวกระตุ้นให้สะท้อนคิด    คำถามที่ลึกและท้าทายความเชื่อเดิมๆ นำสู่การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด   และจะนำสู่ transformative learning คือเกิดการเปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนวิธีคิด  เปลี่ยนใจ  ที่นำสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม   ที่คนไทยพูดกันว่า “กลายเป็นคนละคน”       

การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นระยะๆ  ทั้งเปลี่ยนเล็กและเปลี่ยนใหญ่   ที่เกิดจากการสะท้อนคิดจากประสบการณ์นั่นเอง   

มิติที่สำคัญต่อการเรียนตลอดชีวิตที่เรามักมองข้าม คือมิติของการรับสิ่งเร้า  ที่มีทั้งหมด ๗ ช่องทางคือ ตา  หู  จมูก ลิ้น  กาย  ใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย   ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ มองนอก ออกแบบใน  หนังสือชุดไตรภาค การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์  หน้า ๕๒   การเรียนรู้จากประสบการณ์เริ่มจากการเข้าร่วมกิจกรรม (Concrete Experience)   ที่นอกจากเป็นผู้กระทำหรือร่วมกระทำแล้ว ยังเป็นผู้รับสิ่งเร้า (sensing) ไปในขณะเดียวกัน  นำสู่การรับรู้ หรือรู้สึก (feeling)   ที่ทำให้การเรียนรู้จากประสบการณ์มีมิติที่ซับซ้อน มีความลึกซึ้งกว่าการเรียนรู้ที่ใช้กันในระบบการศึกษา ที่มุ่งขจัดมิติของการเรียนรู้จากความรู้สึกออกไป    เน้นเฉพาะการเรียนรู้จากการคิดตามหลักการหรือทฤษฎีที่เรียนเท่านั้น

เมื่อเราฝึกรับสิ่งเร้าและรับรู้หลากหลายช่องทาง หลากหลายมิติ   การสังเกตและสะท้อนคิด (Observative Reflection) ก็ย่อมมีความซับซ้อนกว่าการเรียนในห้องเรียนที่เราคุ้นเคย    การสะท้อนคิดสู่การตกผลึกหลักการ (Abstract Conceptualization) จึงมีความเชื่อมโยงและลึกซึ้งกว่าการเรียนในระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน   

การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการเรียนที่เน้นทฤษฎีเป็นตัวตั้งอย่างที่ระบบการศึกษาไทยใช้อยู่    คือการเรียนรู้จากชีวิตจริง หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์เปิดกว้างให้มิติของความเป็นมนุษย์ออกฤทธิ์   สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการเรียนรู้แบบ reductionist ในระบบการศึกษา    คือการเรียนรู้ในชีวิตจริงเป็นการเรียนรู้แบบ realist  เรียนจาก complexity ของชีวิตจริง   

ท่านที่สนใจอ่าน รายละเอียดได้จาก หนังสือชุดไตรภาค การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์  ที่ดาวน์โหลดได้ฟรี

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ธ.ค. ๖๗