ตอนแรกกะว่าอ่านจบแล้วก็จะปล่อยผ่านไป แต่มือไม้มันคัน จิตใจมันก็เรียกร้องบอกให้เขียนอะไรสักหน่อยไหมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไอเราก็เห็นความคันไม้คันมือและอดรนทนไม่ได้ของตัวเองเลยยอมมาเขียนเป็นบทความเล่น ๆ ดูสักหน่อยมาดูสิว่ามีอะไรน่าสนใจในเรื่องนี้บ้าง 555555555
เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา… เผอิญเจอกับข่าวข่าวหนึ่งบนหน้าเพจ Catdumb ตอนแรกก็อย่างที่บอกไปอ่านจบก็รู้สึกว่า “เออ… ก็เป็นข่าวที่ฮา ๆ ดีตามสไตล์ของเพจนี้แหละ” อ่านเสร็จก็ไม่คิดอะไรกะว่าจะผ่านแล้วผ่านเลย แต่ด้วยไอนิสัยความชอบเรื่องไม่เป็นเรื่องของเรานี่แหละที่มันกระตุ้นต่อมคิดให้เชื่อมโยงกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาคราวนี้ก็วุ่นวายหละสิ เพราะจากเรื่องขำ ๆ ฮา ๆ กลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาหาข้อมูล และมานั่งทบทวนอะไรบ้างอย่างดูเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น… มันดันมีทฤษฎีที่น่าสนใจมารองรับเรื่องนี้เสียอีกนี่สิ คราวนี้ก็การคิดขำ ๆ อ่านขำ ๆ ก็กลายมาเป็น “ความคันไม้คันมือ” ที่อยากจะเขียนอยากจะบันทึกขึ้นมาในช่วงเวลาดึก ๆ แบบนี้อีกตามเคย 55555
เอาหละ… คราวนี้ผมขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการนำภาพข่าวจากเพจ CatDumb มาลงไว้ให้ทุกคนได้ลองอ่านกันดู มันเป็นข่าวสั้น ๆ ไม่ยาวมากใช้เวลานิดหน่อยก็อ่านจบ
และเมื่ออ่านจบแล้ว ผมอยากชวนให้คุณได้ลองตอบคำถาม 2 ข้อนี้ของผมอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องสนใจว่าเรื่องผิดถูกหรือใครจะมองอย่างไร เพราะนั้นคือความคิดของคุณ
• เมื่อคุณอ่านข่าวนี้จบแล้ว คุณรู้สึกอย่างไร ?
• หากไม่มีหัวข้อที่ผมตั้งเอาไว้ คุณว่าข่าวนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวคุณบ้าง ?
เอาหละ… ผมคิดว่าคุณได้ตอบคำถาม 2 ข้อของผมแล้ว ซึ่งแน่นอน… ผมไม่รู้ว่าคุณตอบอย่างไรกันบ้าง และไม่อยากจะเดาด้วย (เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็เดาไม่ถูกหรอก 55555) ที่ผมถามคำถาม 2 ข้อนี้เพียงต้องการให้คุณได้มองเห็นว่า “ตัวคุณมีกรอบความคิดต่อเรื่องราวแบบนี้เป็นอย่างไร และแน่นอนมันไม่มีหรอกนะว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ให้คุณจำความรู้สึกนี้ไว้” และค่อย ๆ อ่านบทความของผมต่อไป (หากคุณสนใจที่จะอ่านต่อ แต่ถ้าไม่สนใจเราจากลากันตรงนี้ได้เลย)
เมื่อคุณอ่านข่าวนี้และวิเคราะห์ดูให้ดีคุณจะพบว่า “มันมีความเป็นไปได้จริงในเรื่องนี้น้อยมาก ๆ” เพราะการดู AV อย่างเดียวคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้จริงอย่างแน่นอน แต่นั่นแหละที่ผมสนใจ !!!
ผมไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่หนุ่มจีนคนนี้พูดมันจริงหรือไม่ หรือว่าเขาสอบได้เพราะหนังหรือเปล่านะ แต่ผมสนใจในมุมมองที่ว่า “เมื่อคนคนหนึ่งได้พบกับเรื่องที่ตัวเองชื่นชอบและหลงไหล เขาจะเปิดโหมดการเรียนรู้กับทุกเรื่องราวรอบตัวเขาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ และหนัง AV เองก็อาจจะเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาเกิดความสนใจและเรียนรู้ก็ได้”
และหากสมมติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่หนุ่มจีนผู้นี้สอบภาษาได้คะแนนดีเพราะหนัง AV จริง ๆ สิ่งที่น่าสนใจตามมาก็คือ “หนัง AV สร้างแรงจูงใจให้เขาได้อย่างไร ?” นี่คือเรื่องที่น่าสนใจให้ผมอย่างมาก และในทำนองเดียวกันนี้ถ้าผมจะบอกคุณว่า “เพราะเรื่องกาม / ตัณหา / ราคะ” ทำให้คนคนหนึ่งได้พบกับความยิ่งใหญ่ของชีวิตหละ คุณจะเชื่อไหม ?
ในเรื่องนั้นต้องย้อนไปในสมับพุทธกาลกันเลย… ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ครั้งเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กลับไปโปรดพระพุทธบิดาและประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ในวันที่ ๔ แห่งการเสด็จโปรดพระประยูรณาตินั้น พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตในนิวาสสถานแห่งนันทกุมาร (ผู้เป็นน้องชายร่วมบิดา) เนื่องในการอาวาหมงคลอภิเษกสมรสระหว่างนันกุมารกับนางชนปทกัลยาณี ครั้งเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ประทานบาตรส่งให้นันทกุมารถือไว้ตรัสมงคลกถาแก่พระประยูรญาติในสมาคมนั้นโดยสมควรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จลงจากนิวาสสถานโดยไม่ได้รับบาตรคืนจากนันทกุมาร นันทกุมารเองก็ด้วยความเกรงใจในพี่ชายก็ไม่กล้าที่จะเตือนหรือทักท้วงอะไร จนกระทั่งเมื่อเสด็จถึงพระคันธกุฏี พระผู้มีพระภาค ทรงรับบาตรคืนแล้วตรัสแก่นันทกุมารว่า “นันทะ เธอจงบรรพชาเถิด” โดยความเคารพและยำเกรงจึงจำใจบวชตามคำของพระพุทธเจ้า
แต่ตลอดการบวชของพระนันทะนั้นก็คิดถึงแต่นางชนปทกัลยาณีอยู่เสมอ ๆ เมื่อพุทธเจ้าทรงทราบความจึงพาพระนันทะไปพบกับสาวที่อัปลักษณ์ที่สุดไปจนกระทั่งถึงนางอัปสรที่งดงามอย่างมาก พระนันทะปรารถนาที่จะได้นางอัปสรมาเป็นภรรยา เมื่อเพื่อน ๆ รู้ก็ต่างกันหยอกล้อต่อว่ายกใหญ่ จนกระทั่งพระนันทะต้องหลีกเร้นไปอยู่ผู้เดียวและสุดท้ายก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แถมยังได้รับการยกย่องให้เป็น “เอตทัคคะ” ในทาง “ผู้สำรวมอินทรีย์” อีกด้วย
พอได้อ่านข่าวและเรื่องราวในสมัยพุทธกาลทำให้ผมนึกถึงแนวคิดของฟรอยด์ที่บอกว่า “แรงขับทางเพศ (Sex drive) เป็นแรงจูงใจสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่จะนำไปสู่ความพึงพอใจ การบรรลุเป้าหมาย การประสบความสำเร็จ และเป็นสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Life Instinct)” และจากข่าวนี่อาจคาดคะแนได้ว่า “ทฤษฎีของฟรอยด์นั้นเป็นความจริงที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว”
เอาหละ… เล่านั้นเล่านี่มาถึงตรงนี้ เชื่อมเรื่องนั้นมาถึงเรื่องนี้แล้ว ผมพบการเรียนรู้อะไรที่สำคัญจากข่าวนี้บ้าง ?
แน่นอน… อย่างที่บอกเลยครับ… ผมว่าเมื่อคนเราได้พบกับเรื่องราวที่เขาสนใจไม่ว่าเรื่องอะไรก็กลายเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ไปเสียหมด พ่อหนุ่มคนนี้เลี่ยนดวงตา เปลี่ยนหู และเปลี่ยนหัวใจไปสู่โหมดของการเรียนรู้อย่างสนุกสนานและไม่มีขอบเขตมาขวางกันอีกต่อไป นี่คือประเด็นแรกที่ผมอยากย้ำเอาไว้
ประเด็นที่สองที่น่าสนใจคือ… หลายครั้งเรามักติดกับดักทางความคิดว่า “แรงบันดาลใจต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ต้องเป็นเรื่องดีงาม ต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้คนอื่น” ซึ่งผมเห็นด้วยนะ สิ่งเหล่านั้นถ้าคุณได้พบมันคุณจะได้รับพลังจากมันแน่นอน แต่การได้พบกับความน่าสนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ การได้พบกับความซุกซนบางอย่าง การได้พบว่าประโยชน์จากเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องไม่เป็นเรื่องบ้างนี่แหละที่จะเป็นบันไดก้าวแรกให้คุณได้พบกับคุณค่าและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น
ประเด็นที่สาม คือ สิ่งนี้ช่วยให้คุณได้ค้นพบวิธีการในแบบเฉพาะของตัวคุณเอง การเรียนรู้ที่คุณสามารถเข้าถึงได้ในทุกเวลาที่คุณต้องการ เป็นสิ่งที่กำหนดและสามารถและทำให้เกิดการเรียนรู้ในระดับลึกลงไปได้มากขึ้นอีก
ประเด็นสุดท้ายคือ… แม้เรื่องนี้ในสายตาคนอื่นดูเป็นเรื่องลามก ไม่ดี น่าอับอาย นั้นหมายความว่าคนต้องหาเวลาที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ซึ่งนั้นไม่ต่างจากที่พระนันทะได้ทำ และเมื่อคุณผ่านขั้นไปแล้วคุณจะพบว่าคุณมีสมาธิต่อการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น
ผมเขียนบทความนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ดูหรือไม่ดูอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่มันมีมุมมองที่น่าสนใจทั้งในเรื่องการเรียนรู้ เรื่องแรงบันดาลใจ และกรอบความคิดเรื่องสื่อ 18+ บวกเหล่านี้ และมุมมองต่อการพลิกเรื่องที่ดูแย่ ๆ เป็นการเรียนรู้ที่น่าอัศจรรย์ที่สามารถนำไปปรับใช้งานต่อได้ในชีวิตจริง และยิ่งคุณเป็นครูบาอาจารย์การฟังจนได้ยินถึงประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจและหยิบขึ้นมาเพื่อวิพากษ์วิเคราะห์สังเคราะห์และแบ่งปันไอเดียไปด้วยกันนั้นมันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันที่กว้างและลึกในเวลาเดียวกันได้ และนี่เป็นตัวอย่างอย่างดีมาก ๆ ของการเรียนรู้กับ Content and Human Based Learning ที่เราจะไหลไปตามจังหวะของการเรียนรู้ยึดผู้เรียนและเนื้อหาไปด้วยกัน สร้างการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งและไม่จบแค่ในห้องเรียนหรือในการสนทนาเพียงครั้งเดียว แต่ยังเชิญชวนให้ครุ่นคิดและลงลึกกันต่อ หรือแตกยอดต่อขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายผมอยากบอกว่า… จริง ๆ มันเป็นข่าวฮา ๆ ที่ผมอ่านแล้วผ่านเลยก็ได้อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก แต่เนื่องจากพอมันมีหลายมุมมองที่สนใจการหยิบมาบันทึกไว้ในบล็อกส่วนตัวก็ไม่น่ามีอะไรที่เสียหาย อีกอย่างการพูดถึงเรื่องแบบนี้ในบล็อกตัวเองบ้างก็มีสีสันดีเหมือนกัน แต่สำคัญคือว่าผมได้เรียนรู้จากเรื่องมากมายจริง ๆ ครับ
---------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
• ข่าวหนุ่มจีน : https://www.facebook.com/CatDumbOfficial/posts/pfbid02LMHkEWvfpqqpgjkZkSGyTUahzx44fj4Vv3CtJ259kZh81HSY79xfszKpmFpejPWDl
• พระนันทเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์ :
https://84000.org/one/1/07.html
• ทฤษฎีของฟรอยด์ :
https://www.kroobannok.com/99

