ระหว่างอ่านหนังสือ University Challenge : Changing universities in a changing world ถึงบทที่ 8 Who pays for it all? อ่านแล้วก็เห็นความแตกต่างของกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเข้าเรียนอุดมศึกษาสมัยกว่า ๖๐ ปีตอนผมเข้าจุฬาฯ ปี ๒๕๐๓ และจบแพทย์จากศิริราช ปี ๒๕๐๙ กับกระบวนทัศน์ของการเข้าเรียนอุดมศึกษาในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว
สมัยนั้นผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกระบวนทัศน์ว่าเราเป็นหนี้ประชาชน เป็นหนี้สังคมไทย ที่ออกเงินส่งเราเข้าเรียน โดยพ่อแม่แทบไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา คือจ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง ค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดจึงมาจากภาษีอากรของประชาชน ขบวนการนักศึกษาช่วงปี ๒๕๑๓ - ๒๕๑๙ ตอกย้ำอุดมการณ์ “เรียนเพื่อรับใช้ประชาชน” อย่างแน่นแฟ้นจนปัจจุบัน และถ่ายทอดให้ลูกๆ ด้วย วันนี้ ลูกสาวคนที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงยังเอ่ยกับผมในการสนทนาทางโทรศัพท์ทางไกลจากสิงคโปร์
การได้รับการสนับสนุน ทำให้ผมรู้สึกเป็นหนี้ ต้องใช้หนี้สังคมตลอดชีวิต
แต่สมัยนี้ นักศึกษาหรือพ่อแม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงมาก ในสาขาที่เป็นที่นิยม และเป็นหลักสูตรวิชาชีพรายได้สูง ค่าธรรมเนียมการศึกษาปีละกว่า ๑ ล้านบาท เป็นสภาพที่หนุนให้ผู้เรียนและพ่อแม่คิดว่า เป็นการเรียนเพื่ออนาคตและผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น ไม่มีความผูกพันใดๆ ในการทำประโยชน์ตอบแทนแก่สังคม ไม่มีมิติของความกตัญญูรู้คุณต่อสังคมอยู่ในการศึกษามหาวิทยาลัย
แนวโน้มของการผลักค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปให้ผู้เรียน (หรือพ่อแม่) มาจากผลงานวิจัย ว่าผลประโยชน์ ที่ได้รับจากการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น ตกแก่ตัวผู้เรียนมากกว่าผลประโยชน์ของรัฐหลายเท่า โดยไม่ได้คำนึงถึงมิติด้านกตัญญูรู้คุณอย่างที่ผมเล่า
ตามหนังสือเล่มดังกล่าว อีกเหตุผลสำคัญ ที่รัฐต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ผู้เรียนก็เพราะรัฐต้องการขยายสัดส่วนผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย จากไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของคนในกลุ่มอายุนั้น ให้สูงถึงร้อยละ ๕๐ หรือกว่า ซึ่งรัฐรับภาระไม่ไหว (แต่ประเทศเดนมาร์กรับไหว)
เอามาสะท้อนคิดแชร์ออกสู่สาธารณะ เพื่อชี้ให้เห็นความซับซ้อนของนโยบายสาธารณะ ที่ผมตีความว่า ตัวการแท้จริงคือขบวนการทุนนิยม บริโภคนิยม ของโลกตะวันตก ที่แม้ประเทศตะวันตกกลุ่มสแกนดิเนเวียก็ยังต้านอยู่ และช่วยให้สังคมน่าอยู่กว่าในสหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มของขบวนการทุนนิยมสามานย์อย่างมากมาย ดังที่ผมไปเห็นมาด้วยตนเองและเล่าไว้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๑๗ พ.ย. ๖๗