บทความเรื่อง Universities need to prove their value to local communities  ในเว็บไซต์ University World News   ฉบับวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เขียนโดยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย    เน้นย้ำบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัย ในเรื่องการมีส่วนร่วมพัฒนาท้องถิ่นหรือชุมชนนั้น   ในสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องทำเป็นครั้งเป็นคราวยามมีโอกาส อย่างในอดีต    แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ผลงานของตนเอง ว่าได้สร้างผลกระทบอย่างไร  ไม่ใช่แค่บอกว่าทำอะไร   

สมัยกว่า ๕๕ ปีก่อน ตอนที่ผมเริ่มทำหน้าที่อาจารย์มหาวิทยาลัย    มหาวิทยาลัยมีสภาพคล้ายๆ หอคอยงาช้าง     คือค่อนข้างแยกตัวออกจากสังคมโดยรอบ    แล้วค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงหลักการ ว่ามหาวิทยาลัยต้องมีส่วนเข้าร่วมพัฒนาระบบต่างๆ ของประเทศ  และพัฒนาหรือสร้างความเจริญแก่พื้นที่ที่ตนตั้งอยู่     สำนึกนี้หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ    แต่ก็ยังมีผู้บอกว่ายังไม่เพียงพอ ต้องทำให้ดีขึ้นอีก    โดยมีตัวอย่างอยู่ในหนังสือ The University Challenge : Changing universities in a changing world (2020)  เขียนโดย Ed Byrne & Charles Clarke บทที่ ๕   

สมัยก่อนหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยคือสอน รองลงมาคือวิจัย ซึ่งไม่บังคับให้อาจารย์ต้องทำ ส่วนเรื่องการพัฒนาชุมชนยิ่งไม่บังคับ และเรื่องพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมยิ่งเป็นงานที่ทำนานๆ ครั้ง ในเชิงพิธีกรรม    โดยผมมีความเชื่อแตกต่างจากที่เขาพูดกันทั่วๆ ไปตั้งแต่หนุ่มๆ ว่าหน้าที่ “พัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และต้องทำอยู่ตลอดเวลา   คือการเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม    และผมปฏิบัติตามอุดมการณ์นี้อย่างเงียบๆ  น้อยคนที่จะเห็น    แต่เมื่อนานวันเข้า คนก็เห็น และเป็นลมส่งให้ชีวิตของผมดีอย่างในปัจจุบัน 

การมีพฤติกรรมซื่อสัตย์ เห็นแก่ส่วนรวม คือการทำหน้าที่จรรโลงความดีงามในสังคม   เป็นการทำหน้าที่พัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างหนึ่ง   

แต่ในบทความที่เป็นจุดเริ่มต้นของบันทึกนี้ และในหนังสือ The University Challenge ไม่ได้แตะประเด็นการจรรโลงความดีงามในสังคม แต่เน้นประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น   

บทความบอกว่า ระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะ Globalization เมื่อ ๓๐ ปีก่อน  ผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกจากระบบรัฐสวัสดิการ เข้าสู่ระบบตลาด    ที่จริงประเทศไทยก็ถูกชักจูงไปในทางนี้    เริ่มตั้งแต่ตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐  เงื่อนไขของการได้กู้เงินจาก ADB คือ ประเทศไทยต้องนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ   ที่มองมุมหนึ่ง ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น  แต่ที่ซ่อนมาคือมหาวิทยาลัยต้องหารายได้เองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ    อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   บางมหาวิทยาลัยหารายได้เองมากกว่าสามในสี่ของค่าใช้จ่ายรายปี    และค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นภาระหนักของคนไทยในปัจจุบัน    ในขณะที่เมื่อสี่สิบปีก่อน ลูกๆ ของผมเรียนมหาวิทยาลัยโดยที่พ่อแม่ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระทางการเงินเลย โดยที่เรามีรายได้เพียงเงินเดือนราชการน้อยนิด  แต่เดี๋ยวนี้คู่แต่งงานจำนวนไม่น้อยไม่กล้ามีลูก กลัวค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูก 

 ระบบ Impact Factor เริ่มเมื่อราวๆ ๓๐ ปีก่อนเช่นเดียวกัน   เป็นอีกระบบหนึ่งที่เข้าครอบงำมหาวิทยาลัยทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยวิจัย   บทความบอกว่า เวลานี้มหาวิทยาลัยง่วนอยู่กับ impact, ขับเคลื่อนนโยบาย, และเอาใจตลาด    ที่ผมตีความว่า เน้นทำเพื่อตนเอง   ไม่เน้นทำเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือส่วนรวม    ซึ่งผมก็เถียงตัวเองว่า ที่เน้น ๓ อย่างนั้น ก็เพื่อการทำหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวม    

 หนังสือ The University Challenge เตือนว่า มหาวิทยาลัย ต้องระวังตัว ไม่หลงโดนชักจูงให้ทำงานสนอง global good จนละเลย local good   และต้องระวังว่าหลายครั้งกระแสโลกก่อผลร้ายต่อชุมชนพื้นที่    ในกรณีเช่นนั้น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ต้องเข้าไปพัฒนาเพื่อปกป้องพื้นที่จากอันตรายที่เกิดจากโลกาภิวัตน์    

บทความแนะนำว่า มหาวิทยาลัยต้องกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของตนเอง    เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจให้ทำงานสำคัญ ไม่หลงทำงานแบบเปะๆ ปะๆ หรือตามความเคยชินเดิมๆ   ซึ่งที่จริงก็ตรงตามหลักการบริหารสมัยใหม่ ที่ต้องกำหนดทิศทางเป้าหมาย OKR (Objective & Key Result)   นำสู่ KRA (Key Result Areas)  และ KPI (Key Performance Indicators)   ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องระบุเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม  ที่เห็นผลทั้งในระยะสั้น  ระยะปานกลาง และระยะยาว 

การพัฒนาพื้นที่ จะช่วยหนุนการทำหน้าที่ด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย   เพราะบทบาทการพัฒนาพื้นที่นั้นมหาวิทยาลัยต้องสร้างกลไกหรือระบบความร่วมมือกับภาคีภายนอกที่หลากหลายมาก   ที่ต้องทำต่อเนื่อง มีการจัดการความร่วมมือ มีการเรียนรู้และปรับระบบความร่วมมือนั้นอย่างสม่ำเสมอ   และที่สำคัญ มีการบูรณาการวิชาการเข้าไปหนุนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างได้ผล    เกิดการพัฒนาแบบนวัตกรรมนำ (innovation-led local development)    .o

  อีกชื่อหนึ่งของการทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่คือ การทำพันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมหรือชุมชน (university – social engagement) นั่นเอง    ที่เป็นการทำหน้าที่หุ้นส่วนของการพัฒนาร่วมกับภาคีที่หลากหลาย ทั้งด้านอุตสาหกรรม  ธุรกิจ  ราชการ องค์กรท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาชน

ปัจจุบันการทำหน้าที่ Social engagement ของมหาวิทยาลัยมักเป็นกิจกรรมรายโครงการ เป็นกิจกรรมเล็กๆ และระยะสั้น  หากจะดำเนินการเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างจริงจัง ต้องทำเป็นโครงการระยะยาวหรือเป็นโปรแกรม   ที่มีการดำเนินการ เรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่อง    ควรมีวิสัยทัศน์ ๑๕ - ๒๐ ปี    มีเป้าหมายที่ยืดหยุ่น เน้นที่การดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่อง   เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่สู่พื้นที่นวัตกรรม    รวมทั้งควรร่วมมือหลายสถาบันอุดมศึกษา   เพื่อรวมพลังดำเนินการให้เกิดผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม   

โดยกิจกรรมนี้ จะส่งผลดีต่อการทำงานวิชาการ คือการผลิตบัณฑิตที่ตรงเป้าความต้องการ   และมีโจทย์วิจัยรวมทั้งทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ   เป้าหมายคือ กิจกรรมหุ้นส่วนสังคม เป็นเครื่องมือหนุนความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย   มี impact factor ทางวิชาการสูงขึ้น  พร้อมกับ impact ต่อการพัฒนาพื้นที่ก็ค่อยๆ สูงขึ้นด้วยอย่างต่อเนื่อง       

มหาวิทยาลัยควรมุ่งทำหน้าที่นี้ โดยมีหุ้นส่วนในหลายภาคส่วน  ทั้งภาคส่วนในระดับพื้นที่  ที่เป็นทั้งภาครัฐ คือ อปท.  ภาคประชาชนหรือประชาสังคม  และภาคธุรกิจ   และภาคส่วนในระดับประเทศ หรือระดับโลก เช่นรวมมือกับองค์การอนามัยโลกดำเนินกิจกรรมในลักษณะเครือข่ายหลายประเทศเพื่อยกระดับอนามัยแม่และเด็ก   

มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาระบบการจัดการในการทำหน้าที่นี้   เพื่อหารายได้หรือเงินสนับสนุนเพื่อการทำหน้าที่ดังกล่าว   และบูรณาการหน้าที่ดังกล่าวเข้ากับภารกิจการเรียนการสอน  การวิจัย และการจรรโลงความดีงามในสังคม   

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๖๗