หนังสือชุดธรรมะใกล้มือที่ผลิตออกเผยแพร่โดย หอจดหมายเหตุพุทธทาส    ชุด ผลงานของพุทธทาสวัยหนุ่ม เรื่อง  พระพุทธศาสนา ชั้นบุถุชน ในเดือนกันยายน ๒๕๖๗   เขียนในปี พ.ศ. ๒๔๗๓   ก่อนเกิดนาม พุทธทาส  ในวัย ๒๔ ปี ของท่าน เพื่อเป็นที่ระลึกงานฉลองโรงเรียนนักธรรมวัดบรมธาตุ ที่นางกิมหง้วน เสรฐภักดี สร้างอุทิศให้นายเส้ง นางเฟือง ผู้บิดามารดา  พ.ศ. ๒๔๗๓ 

 

ผมอ่านตามคำแนะนำใน คำชี้แจง และ คำนำ ตามที่แนะนำไว้ในหนังสือ “คำเตือน ขอให้อ่านช้า ประกอบด้วยความตริตรอง”    ที่ผมตีความว่า ให้อ่านไปคิดไป    โดยคิดแบบสะท้อนคิด (reflection) เพื่อสร้างปัญญาใส่ตน   

ผมอ่านเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายชีวิตของท่านพุทธทาส ในวัย ๒๔ ปีของท่าน   ที่เป็นเข็มทิศชีวิตของท่าน นำสู่การได้รับยกย่องจาก  UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ ในปี ๒๕๔๘   

ย้ำว่าหนังสือนี้เกิดก่อนนาม พุทธทาส   ก่อนท่านเดินทางไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ   

ท่านบวชเมื่ออายุ ๒๐ ปี   เมื่ออายุ ๒๔ ก็เริ่มเขียนหนังสือออกเผยแพร่ โดยมีคนขอให้เขียน     แสดงว่าในเวลา ๔ ปี หลังการบวช ท่านได้เรียนรู้เองอย่างเข้มข้น   และคงจะได้เทศน์ในโอกาสต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือในความสามารถของพระหนุ่มท่านนี้    

น่าจะตรงตามที่เสนอไว้ในหนังสือ Hidden Potential  เขียนโดย Adam Grant ว่า ท่านมี Character Skills (ทักษะเชิงลักษณะนิสัย) อยู่ในตัว    เป็นพลังให้ท่านปลดปล่อย ศักยภาพที่ซ่อนเร้น ออกมา    

  หนังสือ Hidden Potential บอกว่า ทักษะเชิงลักษณะนิสัยประกอบด้วย 2P + 2D   คือ Proactive - เป็นคนมีพฤติกรรมเชิงรุก กล้าริเริ่มสิ่งที่เป็นประโยชน์,  Prosocial – เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม, Disciplined - มีวินัยในตนเอง,  Determination - มีความมุ่งมั่น   

เห็นชัดเจนว่าพระหนุ่ม เงื่อม อินทปัญโญ น่าจะมีนิสัย 2P + 2D มาก่อนบวชแล้ว   คำถามคือคุณสมบัติเปี่ยมคุณค่านี้ มาจากไหน    อยู่ใน DNA  หรือเกิดจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมทางสังคม    ผมยังหาคำตอบไม่ได้   

แต่ในหนังสือ หน้า๑๓ ให้คำตอบว่า คำสั่งสอนที่ถูกต้อง พร้อมทั้งตัวอย่างที่ถูกต้อง อันแสดงอยู่ทุกเมื่อ  นั่นเอง   ซึ่งผมหาข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับท่านพุทธทาสไม่ได้    แต่เชื่อมโยงมาสู่การเลี้ยงดูเด็ก และการศึกษาที่ให้แก่เด็ก ได้   

นั่นคือ การเลี้ยงดู และการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ คำสั่งสอนที่ถูกต้อง พร้อมทั้งตัวอย่างที่ถูกต้อง อันแสดงอยู่ทุกเมื่อ  ที่นำสู่การหนุนให้เด็กพัฒนา ทักษะเชิงลักษณะนิสัย ใส่ตน พร้อมๆ กันกับการพัฒนาสมรรถนะอื่นๆ ตามที่ระบุในเป้าหมายการศึกษา     

หากทำอย่างจริงจัง  สังคมไทยเราจะเกิด “พุทธทาสภิกขุ”  “สัญญา ธรรมศักดิ์”  “ประเวศ วะสี”  “จำลอง ศรีเมือง” ฯลฯ อีกเป็นร้อยเป็นพัน   

ย้ำว่า “ทักษะเชิงลักษณะนิสัย” เป็นบันได หรือ scaffolding หนุนให้บุคคล พัฒนาตนเอง สู่ความเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม แก่โลก   โดย UNESCO จะยกย่องหรือไม่ ไม่สำคัญ     สำคัญที่คุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง 

ข้อความเบื้องต้น ในหนังสือ มีคำถามว่า “ใจของเราจะดีอย่างไรได้”   ผมจึงขอตั้งคำถามต่อแก่พ่อแม่และผู้รับผิดชอบระบบการศึกษาของประเทศ ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร    “จิตใจดี” เป็นเป้าหมายของการเลี้ยงดูเด็ก และของการศึกษาหรือไม่    หากตอบว่า “เป็น” ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำอะไร  ไม่ทำอะไร   

จากปี ๒๔๗๓ กึงปี ๒๕๖๗   อีก ๖ ปีก็ครบศตวรรษ  หลักการและวิธีการของการสร้างคนจิตใจดีเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง    เรารู้ว่าหลักการของศาสนาเป็นอกาลิโก    ที่เมื่อนำไปประยุกต์หรือปฏิบัติ ต้องปรับให้เหมาะสมต่อยุคสมัยและบริบทของแต่ละสังคม   

คำตอบของผมคือ ต้องปฏิรูปการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก   เปลี่ยนจากการ “สั่งสอน” เป็นการ “ส่งเสริม” หรือ “ยุยงส่งเสริม”    ให้เด็กคิดเองเป็น    โดยคิดแบบ “สะท้อนคิด” (reflection) ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ความตริตรอง”   

หมายความว่า ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยนหลักการของการเรียนรู้ จาก “เรียนจากคนอื่น” เป็น “เรียนจากตนเอง” 

เรียนจากคนอื่นหมายความว่าเชื่อตามที่คนอื่นบอก    คนอื่นคือ หนังสือ ตำรา ครูอาจารย์ปราชญ์ ผู้อาวุโส กฎหมาย ข้อบังคับ ฯลฯ   และบุคคลที่ได้รับการยกย่อง   

เรียนจากตนเองหมายความว่า เชื่อตามที่ตนเองสะท้อนคิดจากประสบการณ์ตรงของตนเอง  รวมทั้งฟังการสะท้อนคิดชองผู้อื่นจากประสบการณ์ตรงของเขา แล้วเอามาสะท้อนคิดต่อ    และเมื่อได้ข้อสะท้อนคิดนั้นแล้วก็ยังสวมวิญญาณ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง   เพื่อนำข้อสรุปหลักการของตนเอง ไปทกลองใช้และตรวจสอบผล    เข้าสู่วงจร Kolb’s Experiential Learning Cycle  ในรอบต่อไป          

การเรียนรู้ที่ถูกต้อง เริ่มด้วยคำถามที่ถูกต้อง    ที่ท่านพุทธทาสเริ่มบทที่ ๑ ของหนังสือ ด้วยหัวข้อ พระพุทธศาสนาที่แท้จริง คืออะไร    ตามด้วยคำตอบที่ตรงไปตรงมา ด้วยภาษาของปุถุชนคนธรรมดา     ที่ผมมองว่า มีค่ายิ่งนัก   

 ตอนที่ ๒ พระพุทธศาสนามีประโยชน์อย่างไร    ตอนที่ ๓ เราควรปฏิบัติศาสนาเพื่อเอาประโยชน์นั้นอย่างไร    ตอนที่ ๔ เราจักช่วยกันทำให้ศาสนาเจริญได้อย่างไร   บอกผมว่า ท่านพุทธทาสเป็นนักตั้งคำถาม   โดยตั้งคำถามจู่โจมจุดสำคัญ   และไม่ใช่ถามเพื่อรู้   แต่ถามเพื่อหาวิธีเอาไปลองปฏิบัติ เพื่อรู้จริงจากการปฏิบัติ    คำตอบมาจากการปฏิบัติแล้ว “ตริตรอง”

ปฏิปทานี้ของท่านนำสู่การเป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์ยิ่งต่อสังคม    ไม่เฉพาะสังคมไทย    แต่เป็นประโยชน์ไปทั่วโลก   

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ย. ๖๗