มื้อเที่ยงที่ Artemis restaurant อาหารอร่อยขึ้นเรื่อยๆ องุ่นสดมาก หวานมาก มีขนมหวานคล้ายปาท่องโก๋ ขนาดพอดีคำ รูปร่างคล้ายไส้กรอก ชิมได้ 2 ชิ้น หวานจนแสบคอ ศัพท์พี่สุรัตน์ “หวานเจื้อย” เสียแต่ไม่มีชา ถ้าทานคู่กับชาขมๆ รสชาติน่าจะเข้ากันกว่านี้
จุดหมายหน้า คือ Jerash เมืองพันเสา เมืองเอกด้านตะวันออก 1 ใน 10 หัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมัน 100-200 ปี ก่อนคริสตกาล แต่ก็มีแผ่นดินไหว ถูกฝังกลบอยู่ในทรายนับพันปี เตรียมตัวพบกับร่องรอยความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมที่แผ่อิทธิพลมาถึงเมืองไทย ... เสาโรมัน
ก่อนจะเริ่มเข้าชมร่องรอยอารยธรรม เราจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง เดินกลางแดดเปรี้ยง ต้องผ่าน Visitor Center ก่อน ร้านค้าขายของที่ระลึกสวยงามทุกร้าน ผ้าโพกหัว Turban แบบอาหรับ คือ สิ่งที่เหมาะกับภูมิอากาศตอนนี้มาก ไปร้านที่ Tour leader แนะนำ ราคาแตกต่างตามชนิดเนื้อผ้า เราเลือกสีขาวแดง original คล้ายในภาพ King และ Prince โพก ที่เห็นมาจากปราสาท Ajloun
หนุ่มน้อยพนักงานขายอารมณ์ดี ยิ้มง่าย ชอบเมืองไทย เคยมาเมืองไทย ช่วยโพกผ้าให้ทุกคนที่ซื้อ ในราคาที่ต่อรองได้ 10 USD เอาล่ะ ... พร้อมเดินจริงแล้ว
^_,^
ไกด์ท้องถิ่นเริ่มเดินนำ Brief ก่อนผ่านซุ้มประตูกษัตริย์เฮเดรียน แวะชมร่องรอยวัดเล็ก ๆ เริ่มเห็นศิลปะการฝังโมเสกที่พื้นวัด จากนั้น เดินลอดที่ประตูโค้งไม่สูงมาก ข้างบนเป็นอัฒจันทร์ เข้าไปในวงรีตรงกลางเป็นสนามแข่งม้าฮิปโปโดรมนั่นเอง คิดถึงหลานสาวนักขี่ม้าเลย ถ้ามาด้วยคงตื่นเต้น จินตนาการว่าได้เป็นนักกีฬาขี่ม้าที่มีมาแต่โบราณเช่นนี้
สนามใหญ่มาก มากกว่าหลายเท่าที่เคยเห็นที่ชลบุรี และมีสามสาวตื่นเต้น ปีนบันไดขึ้นไปเก็บภาพบนที่นั่ง ประหนึ่งเป็นสาวชาวเมือง Jerash ที่มาชมการแข่งขัน ... เดินต่อได้แล้วค่ะ ยังอีกไกล
เดินขึ้นเนินเขา ด้านขวาเป็นตัวเมือง Jerash สังเกตสีตึกที่ทำจาก Lime Stone นะคะ ชัดขึ้นกว่าตอนมองออกนอกรถแล้วเห็นตึกริมถนน
^_,^
จุดต่อไป ผ่านเข้าประตูทิศใต้ แวะชมเครื่องสกัดน้ำมันมะกอกที่ยังไม่ใช้เครื่องยนต์หรือไฟฟ้า ใครเกิดทันเครื่องโม่แป้ง เคยช่วยแม่โม่ข้าวจนกลายเป็นแป้งสำหรับทำขนมต่าง ๆ บ้าง ยกมือขึ้น ... หลักการเดียวกันค่ะ
^_,^
และแล้วก็ถึงลานโล่งตรงกลางปูด้วยพื้นหิน มีเสารายรอบเป็นวงกลม ที่เราถูกบิลท์ให้เตรียมสีสันเสื้อผ้ามาตัดกับฉากเสาเรียงราย บริเวณนี้ คือ โอวัลพลาซ่า สถานที่พบปะ สังสรรค์ นัดพบ ชุมนุมกันของชาวเมือง
สมัยนั้น น่าจะยังไม่มีกล้องถ่ายภาพ หญิงสาวแม้เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มมาเดินเล่นในเมือง อาจจะยังไม่เคยถูกแมวมอง
เปรียบเทียบกับพวกเรานั้น ... หน้าพร้อม เพราะถูกปิดด้วยแว่นกันแดด ผมพร้อม เพราะโพกไว้อย่างดี เสื้อผ้าพร้อม ประมาณนี้ ... วิญญาณว่าที่นางแบบ พร้อม !!! ให้ช่างภาพกดรัวๆ มากค่ะ
^_,^
เดินขึ้นเนินต่ออีกหน่อย เข้าร่มให้เย็นๆ สักนิด เดินทะลุเข้าถึงกลางลาน หันหลังให้เวทียกพื้น ค่อย ๆ ไต่ขั้นบันไดที่เป็นช่องทางเดิน ขึ้นถึงชั้นบนสุดของอัฒจันทร์โรงละคร ที่สร้างราว ค.ศ. 90-92 จุคนได้สามพันคน มีกลองตั้งกลางลาน น่าจะถูกออกแบบให้เสียงกังวานกระจายได้ยินทั่วถึง จึงจะได้อรรถรสในการชมมหรสพ การแสดงต่าง ๆ
สมมติๆ การแสดงจบลง นักแสดงถ่ายภาพกับโรงละครครั้งสุดท้าย ก่อนปิดฉากโรงละคร จะไม่ได้ใช้งานอีกแล้ว
^_,^
ค่อยๆ ไต่ลงมา ขาลงหวาดเสียวกว่าขาขึ้น ถึงพื้นจิบน้ำเพิ่มความชุมชื้นในปาก อากาศแห้ง แต่ไม่มีเหงื่อ ไม่ร้อนมากเท่าที่คิด ... เดินกันต่อค่ะ
เราจะตามหา เสาวิหารที่โยกได้ ... เข้าเขตวิหารเทพีอาร์เทมิส เป็นเทพีประจำเมืองเจอราช สร้างราวปี ค.ศ. 150 เพื่อเป็นที่ทำพิธีบวงสรวงและบูชายัญต่อเทพีองค์นี้ … ชื่อเดียวกันร้านอาหารที่ทานกลางวันเลยทีเดียว
ยังเดินไหวสบายๆ ค่ะ ขากลับออกจากเมือง เราเดินบนถนนคาร์โด หรือถนนโคลอนเนด เริ่มมีกลุ่มนักท่องเที่ยวสวนมามากขึ้น น่าจะเข้ากับกับวิถีคนสมัยโรมัน กลางวันแดดร้อน พักผ่อนในบ้านเรือน ... ตกเย็น เย็นสบาย อากาศดี ออกมาพบปะเพื่อนฝูง ทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน
ส่วนคณะเรา รับแดดมาทั้งวัน ต้องการความเย็นและการพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ
ก่อนอื่นอาบน้ำแล้วมาทานอาหารพร้อมกัน มื้อเย็นนี้อร่อยเริ่มคุ้นลิ้นแล้วค่ะ
หลับฝันดีแน่นอน
ราตรีสวัสดิ์ก่อน
พรุ่งนี้พบกัน นะคะ
^_,^
(มีข้าวสวย เม็ดยาว โรยเครื่องเทศ หอมๆ อร่อย ทุกมื้อค่ะ)
(น้ำทับทิม ที่ Jerash แก้วละ 3 USD)
(ตั๋วเช้าชม)
(สรุปกิจกรรม Sakhrai Selfcare เดินหมื่นก้าวประจำวันนี้ 13-ต.ค.-2567 เกินเป้าหมาย ได้ 14,290 ก้าว หรือ 11.4 km. นะคะ)































-สวัสดีครับ-สวยงามมากๆ ครับ-ถูกใจผลไม้ครับ
สวัสดีค่ะ หายไปนาน ขอบคุณค่าคุณเพชรฯ … เดี๋ยวถึงเมืองหลวง จะแยกเขียนเฉพาะตอนผลไม้นะคะ หลากหลายชนิด ลูกโตๆ ทั้งนั้นค่ะ