ร่างจดหมายรับรองผลงานขอตำแหน่งศาสตราจารย์ จากผลงานรับใช้สังคม ของ อ. แหวว (รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร) ข้างล่างนี้   ให้ความปิติสุขแก่คนแก่ยิ่งนัก   เพราะช่วยรำลึกความหลังย้อนไปกว่า ๓๐ ปี  ที่ได้ช่วยแนะนำให้เกิดการเชื่อมศาสตร์ด้านกฎหมาย (นิติศาสตร์)  กับศาสตร์ด้านพันธุกรรม (พันธุศาสตร์) นำมาใช้พิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูก แก่คนไร้สัญชาติในประเทศไทย     

บ้านเลขที่ xxx xxx

ถนน xxxx ตำบล  xxxxx

อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑๑๑๒๐

วันที่  ๒๔ กันยายน   พ.ศ. ๒๕๖๗

 

เรื่อง       การรับรองการทำงานกับ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เพื่อรับใช้ท้องถิ่นและสังคม

เรียน      ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง

 

              ข้าพเจ้า มีชื่อว่า ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว และก่อตั้งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม  และเริ่มต้นทำงานกับ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๖ ทั้งนี้ เพราะท่านผู้นั้นได้รับทุนการวิจัยจาก สกว. หลายครั้ง  และแม้การวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.จะสิ้นสุดลง  ข้าพเจ้าก็ยังลงพื้นที่ เพื่อติดตามงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์  มาโดยตลอด รวมถึงการตั้งวงเสวนาเชิงลึกกับมวลมิตรด้านสาธารณสุขชายแดน ภายใต้ความดูแลของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ ซึ่งขาดหายไป ก็ในช่วงเวลาของการระบาดของโควิด ๑๙ 

              ข้าพเจ้าได้ตอบรับที่จะรับรองข้อเท็จจริงของการทำงาน DNA Testing ของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ โดยไม่ลังเล เมื่อท่านผู้นี้ขอความอนุเคราะห์จากข้าพเจ้าให้รับรองข้อเท็จจริงของการทำงานเกี่ยวกับการวิจัย เพื่อพิสูจน์ และรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยให้   โดยอธิบายความเป็นมาของคำขอว่า ท่านได้ยกความเห็นทางกฎหมายในเรื่องนี้ใน พ.ศ.๒๕๓๖ ซึ่งได้ทำตามคำขอของกรมการปกครอง เพื่อกรมนี้จะเข้าสู่การรับรางวัลของ United Nations Public Services Award หรือ  UNPSA  ความเห็นทางกฎหมายนี้เป็นผลงานฉบับที่ ๓ ใน ๔ เพื่อประกอบการยื่นขอกำหนดตำแหน่ง ศาสตราจารย์เพื่อรับใช้ท้องถิ่นและสังคม   

ในความเป็นจริง ข้าพเจ้ามีความรับรู้ในงานของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ ในหลายประเด็น และมีโอกาสให้ความคิดเห็นในงานวิจัยเพื่อพัฒนาการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่ท่านผู้นี้มาอย่างน้อย ๒๙ ปี 

สำหรับเรื่องของการใช้ DNA ในการพิสูจน์ทราบสัมพันธภาพโดยหลักสืบสายโลหิตนั้น เป็นข้อแนะนำจากข้าพเจ้าเอง ตลอดจน เป็นผู้แนะนำให้ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ฯ รู้จักกับ รศ.ดร.โกสุม จันทร์ศิริ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มศว. ในราว พ.ศ.๒๕๔๑ - ๒๕๔๒ เพื่อร่วมกันวิจัยข้ามศาสตร์ระหว่างวิชานิติศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์  อันทำให้เกิดการทำห้องทดลองทางสังคมเพื่อการทำ DNA Testing ให้แก่ชาวเขาเผ่าอาข่าบนดอยวาวี ที่บ้านห้วยน้ำอุ่น อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งกรณีที่เข้าสู่การทำห้องทดลองทางสังคมนั้น เป็นบุตรของบุพการีที่ถือบัตรประชาชนแล้ว กล่าวคือ ผ่านการพิสูจน์สัญชาติไทยไปแล้ว แต่กลับไม่ได้แจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรให้แก่บุตรของตน  การทดลองประสบผลสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และนำไปสู่การออกแบบการทำงาน ทางกฎหมาย และข้าพเจ้าก็ได้ให้อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล แห่งบริษัท Pacific Corporation จำกัด ทำเป็นสารคดีข่าว เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้นี้ออกสู่สังคมไทยในทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๙ ในรายการของ สกว. ที่มีชื่อว่า “รากแก้วแห่งปัญญา” การรับรู้และความเชื่อมั่นใน DNA Testing นี้ จึงได้รับการใช้ พิสูจน์ทราบสัมพันธภาพโดยหลักสืบสายโลหิต อันนำไปสู่การรับรองสิทธิและสถานะของคนที่มีสิทธิ ในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตในประเทศไทย

DNA Testing ยังถูกนำไปใช้ในหลายวิกฤตการณ์ใหญ่ๆ หลายครั้ง ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก ก็คือ ใน พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งนายอำเภอแม่อายได้ถอนชื่อชาวแม่อาย ๑๒๔๓ คนออกจากทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ในสถานะคนถือสัญชาติไทย ไปบันทึกในอีกฐานข้อมูลทางทะเบียนราษฎรในสถานะคนต่างด้าว ที่เข้าเมืองผิด แต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยชั่วคราวในประเทศไทย อันทำให้ชาวแม่อาย ๘๐๐ กว่าคน ซึ่งได้รับความเสียหายฟ้องอธิบดีกรมการปกครอง และ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจน นายอำเภอแม่อาย ซึ่ง รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ ก็ได้นำเอา DNA Testing  ไปใช้ต่อกรณีที่มีบุพการีถือสัญชาติไทย แล้ว อันเป็นเหตุให้คนที่ถูกเพิกถอนรายการสถานะคนถือสิทธิในสัญชาติแต่มีเชื้อสายไทใหญ่ ที่อำเภอแม่อาย ได้รับการคืนสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรก่อนคนอื่นๆ เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้กระทรวงยุติธรรมเริ่มตระหนักในความจำเป็นที่รัฐไทยจะต้องเข้าดูแลให้ DNA Testing ซึ่งมีราคาแพงและชาวบ้านที่ยากจน ไม่อาจเข้าถึงการพิสูจน์นี้ได้ กลายเป็นบริการสาธารณะสำหรับคน ทุกคน จึงเกิดสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขึ้นทำหน้าที่บริการสาธารณะนี้เพื่อประชาชนทุกคนที่ต้องพิสูจน์ ทราบสัมพันธภาพโดยหลักสืบสายโลหิต 

ในปัจจุบัน การใช้ DNA Testing  เพื่อพิสูจน์และรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ในหลายสถานการณ์ ก็ได้กลายเป็นบริการสาธารณะ เราจะเห็นว่า การลงทำ DNA Testing เพื่อชาวเขาที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรตามแนวชายแดน    รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ ได้ผลักดันให้โรงพยาบาลชายแดนตั้ง “คลินิกกฎหมายประจำโรงพยาบาล”   ซึ่งต้นแบบการทำงานนี้ ทำใน ๔ โรงพยาบาลชายแดน กล่าวคือ (๑) โรงพยาบาลอุ้มผาง (๒) โรงพยาบาลแม่ระมาด (๓) โรงพยาบาลท่าสองยาง และ (๔) โรงพยาบาลพบพระ และในการเริ่มต้นออกแบบการทำงานใน พ.ศ.๒๕๕๗ ข้าพเจ้าก็มีโอกาสช่วยคิดขั้นตอนการทำงาน เราจึงเห็นการใช้ DNA Testing  เพื่อชาวเขาชายแดนที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ หรือเสมือนร้รัฐไร้สัญชาติ   อันทำให้มีการขจัดปัญหา ความไร้สัญชาติให้แก่ชาวเขาจำนวนมาก ในแต่ละปี ในกิจกรรมของโรงพยาบาลชายแดน ในช่วงปีหลังๆ ก็มีการนำต้นแบบการทำงานนี้ไปใช้ในโรงพยาบาลชายแดนอื่นๆ 

ข้าพเจ้าไม่แปลกใจเลย ที่สหประชาชาติจะอยากให้กำลังใจกรมการปกครองของรัฐไทยที่จะ เสนอตนเข้ารับรางวัลของ UNPSA เพราะการกล้าข้ามความไม่รู้ทางเทคโนโลยีของส่วนราชการนี้ ของรัฐไทยใช้เวลาน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ตระหนักว่า เราควรสนับสนุนให้นักวิชาการ ในศาสตร์แขนงเก่าของโลก ดังวิชานิติศาสตร์ ได้ก้าวข้ามศาสตร์นี้ ไปเชื่อมกับวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพัฒนาขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาที่ร้ายแรงของมนุษย์ นั่นก็คือ ปัญหาความไร้สัญชาติ ของมนุษย์ที่ตกหล่นจากทะเบียนคนเกิดตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร 

              ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าจึงเต็มใจที่จะเล่าถึงงานวิจัยในอดีตเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ เพื่อขอรับรองการทำงานเพื่อรับใช้ท้องถิ่นและสังคมของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อย่างหนักแน่น ตามความเป็นจริงที่เรารู้จักและร่วมงานกัน จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ 

               จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ 

 

        ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

 

(ศาสตราจารย์ นพ. วิจารณ์ พานิช)

นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

อดีตผู้อำนวยการ สกว. ซึ่งเคยให้ทุนทำงานวิจัยว่าด้วย DNA Testing 

 

 

ผมเขียนเล่าเรื่องการไปลงพื้นที่ทำงานช่วยเหลือคนไร้สัญชาติ ร่วมกับ อ. แหวว ไว้ที่ (๑)    ขอบันทึกไว้ว่า อ. แหวว เป็นนักวิชาการที่มีจิตสาธารณะสูงสุดคนหนึ่ง ที่ผมรู้จักคุ้นเคย   เป็นคนที่พลังเหลือเฟือในการทำงานเพื่อสังคม  หรือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ย. ๖๗