ภาพเขียนสีหลายแห่ง ในทุกภูมิภาคประเทศไทย อินโดนีเซีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกริม นักศิลปะได้เห็นก็เชื่อว่าจะตระหนักได้ถึงความงาม มีพลังกระทบใจ ไม่ใช่ฝีมือของการเขียนอย่างไร้จุดหมาย ยากที่จะทำได้ด้วยคนทั่วไป เป็นไปได้ว่าจะมีความเป็น Structural Function Arts ศิลปะของระบบความสัมพันธ์เชิงบทบาทหน้าที่และปัญญาปฏิบัติทางสังคม แสดงถึงการปรากฏขึ้นของชุมชนแห่งปัญญาปฏิบัติ ภาวะผู้นำหมู่ และองค์กรการจัดการภาวะการนำของสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง (Wisdom Practice Collective Leadership) ในการก่อตั้งสังคมการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการจัดการที่ดี แต่มีกลไกที่มั่นคงยั่งยืนดัง ‘ตำราและธรรมนูญบนภูผาขุนเขา’ เป็นหลักการที่มั่นคง หลักการกว้างขวาง ที่พลวัตไปกับวิถีชีวิต กระบวนการทางสังคม และวิวัฒนาการของการอยู่ร่วมกันของชุมชนมนุษย์ ไหลเวียนเปลี่ยนผ่าน หยั่งประจักษ์ สะท้อนสร้าง จดจารจารึกอย่างมีชีวิต บนกระบวนการพหุลักษณ์สังคม เปลี่ยนผ่านไปได้ตลอดกาล เหลือเพียงสิ่งที่มั่นคง ยืนหยัด ยืนยง คู่ฟ้า ผืนดิน ขุนเขา ดังปรากฏใน ‘ภาพเขียนสีและในทุกองค์ประกอบของแหล่งภาพเขียนสี’
ณ ประตูผา นครลำปาง นับแต่ก่อนยุคสมัยอาณาจักรเจนละ พุทธศตวรรษที่ 10-11 หรือก่อนก่อเกิดยุคอาณาจักรพระนคร พุทธศตวรรษที่ 14 รวมทั้งก่อนก่อเกิดอาณาจักรสุโขทัย ก่อนเกิดนครรัฐ อาณาจักรการรวมตัว และก่อนก่อเกิดรัฐชาติดังปัจจุบัน ซึ่งการก่อเกิดภาพเขียนสี เป็นอารยธรรมของการวิวัฒน์สังคมแห่งปัญญาเมื่อกว่า 50000-2000 ปี ก่อนที่จะก่อเกิดวิวัฒนาการต่างๆดังที่กล่าวมาห่างไกลกันหลายร้อยปีและหลายรอบพันปี
แต่การปรากฏขึ้นของอุปลักษณ์ศิลป์ ดังภาพเขียนที่นักศิลปะเห็นก็จะเข้าใจได้ว่านี่คือ ภาวะทางอาการแสดงแห่งหน้าที่ หรือมิตินามธรรม ภาวะไร้นามหยุดนิ่งตายตัว ของ ‘ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุนเขา ภูผา แผ่นฟ้า’ ซึ่งสร้างขึ้นได้แล้วในระบบปัญญามุขปาฐะ สะท้อนคิด และเข้าถึงเชิงประจักษ์ต่อความหมายต่างๆได้แล้ว ดังปรากฏภาพการยืนสง่าของภาพเขียนสีสัตว์อุปลักษณ์ศิลป์บนขุนเขา และมือมนุษย์จากเบื้องล่างกลืนไปกับฟ้าบนภูผา ระบบทวิลักษณ์ก้าวหน้าของ ประจุความหมายพลวัตและรูปลักษณ์เชิงระบบ รูปทรง และช่องว่างในประจุ มือและแบบทวิลักษณ์ ในภาพเขียนสีผนังถ้ำสุลาเวสี อินโดนีเซีย ผาแต้ม อุบลราชธานี ประตูผา นครลำปาง
ระเบียงทรรศน์ดังกล่าว ผู้รู้ใดเลยจะปฏิเสธว่านี่เป็นชุดมโนทัศน์เดียวกันดังปรากฏในวรรรณกรรมโลกความก้าวหน้าทางวิทยาการยุคใหม่ดังเช่นงานวรรณกรรมและบทกวีเชิงปรัชญาของ โอมาคัยยัม และอีกจำนวนมากของระบบวิธีคิดสำคัญของโลก ซึ่งได้ก่อเกิดขึ้นมาภายหลัง ห่างไกลกันหลายรอบพันปี
สิ่งเหล่านี้ ปรากฏให้เห็นแล้วในอุปลักษณ์ศิลป์ภาพเขียนสี ซึ่งบ่งบอกได้ว่า เนื้อหาตัวบทการสื่อสารสนทนา วงจรปฏิสัมพันธ์ทางความหมายด้วยกระบวนการมุขปาฐะ พลวัตชุมชนประกอบสร้างความงอกงามทางความหมายในการตัดสินใจรวมหมู่รายบริบท อิงอาศัยภาษาภาพ ยึดโยงกับมณฑลพลวัตพหุปัญญาในแหล่งภาพเขียนสี ก่อนปรากฏขึ้นในยุควิทยาการลายลักษณ์นั้น มีพลังระบบความยึดโยงทางสังคมมาก
ระบบสังคมที่ยึดโยงกันด้วยระบบความหมายดังกล่าว ได้ก่อเกิดขึ้นมาก่อนแล้วอย่างแน่นอน นับพันปี ก่อนที่จะเกิดเมือง วัฒนธรรมปราสาทหิน การสร้างงพระนคร และอื่นๆ ตามมาในภายหลัง การก่อเกิดการจารึกพระนาม ‘พ่อขุนบางกลางหาว’ ‘พ่อขุนผาเมือง’ ‘ขุนเจือง’ ‘ไศเลนทร์ (ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุนเขา ผืนฟ้า ทะเล และมหาสมุทร)’ เหล่านี้ เป็นการคิดประดิษฐ์ภาษาและวัฒนธรรมลายลักษณ์ ขึ้นมาจดจารและจารึกสิ่งที่ก่อเกิดวิวัฒนาการและผุดก่อเกิดมานานแล้วนับหลายพันปี ดังบันทึกถ่ายทอดไว้ในภาพเขียนสีตามแหล่งต่างๆ ซึ่งเมื่อใช้วิธีวิเคราะห์ทางประพันธศิลป์ ก็มีแนวโน้มว่าจะสอดคล้องกัน ภูมิชีวิตสังคมและระบบภูมิปัญญาในวิวัฒนาการของสังคมในบางมิติ ที่จะหยั่งประมาณได้จากสารัตถะประพันธศิลป์ภาพเขียนสี และองค์ประกอบเชิงระบบทั้งหมดที่ยึดโยงไปด้วยกันกับแหล่งภาพเขียนสี จึงมีบางมิติที่เป็นวงจรกระบวนการวิวัฒน์สุขภาวะถิ่นชุมชนและวิถีพหุลักษณ์สังคมประชาชน ที่ยังคงสามารถธำรงวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันของสังคม เหนือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ในแหล่งอื่นๆก็เช่นกัน
ผมเป็นคนทำงานศิลปะและสื่อการจัดแสดงขนาดใหญ่ด้วย การเขียนภาพ ทำสื่อ จัดสิ่งแสดง ขนาดเท่ากับผนังอาคาร 3-5 ชั้น หรือการตบแต่งหน้าร้าน ตบแต่งฉากเวทีการแสดง ทั้งของศิลปินแถวหน้าของประเทศ ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ไปจนถึงงานวัด งานสังคมวิถีชาวบ้าน ซึ่งต้องใช้ฝีมือและต้องมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก ขนาดใหญ่โต ไม่น้อยไปกว่าหน้าผาภาพเขียนสีผาแต้ม อุบลราชธานี หรือประตูผา นครลำปาง และหน้าผา เขาปลาร้า ลานสัก อุทัยธานี เหล่านี้ ผมทำมาตั้งแต่เรียนศิลปกรรม วิทยาลัยเทคนิค ราชบุรี และวิทยาลัยเพาะช่าง หรือก่อนอายุ 20 ปีเสียอีก จึงพอจะรู้ธรรมชาติของงาน งานอย่างนี้ว่าจะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานอย่างไรบ้าง และพอจะประมาณ ให้น้ำหนักต่อสิ่งต่างๆได้จากจุดยืนของภาคปัญญาปฏิบัติและความเป็นจริงจากผู้ที่ทำว่า ทุกแห่งที่ไปเห็น ไม่ว่าจะเป็นผาแต้ม ประตูผา หรือเขาปลาร้า อุทัยธานี เหล่านี้ได้ว่า ไม่ใช่การสร้างขึ้นของคนทั่วไป อีกทั้งการมีฝีมือ มีความตั้งใจ มีความเสียสละทุ่มเท แต่ไม่มีองค์ประกอบการเห็นบทบาทความสำคัญและการให้คุณค่าอย่างสูงของชุมชนในบริบทแวดล้อมนั้นๆแล้ว ก็จะไม่มีทางสร้างงานอย่างนี้ให้ปรากฏไว้ยืนนานบนขุนเขาคู่โลกแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ลองจำลองสถานการณ์ มุ่งมั่นตั้งใจเดินสำรวจตรวจตราสิ่งที่จะต้องเผชิญของหมู่ชนผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเดินไปจนทั่วตลอดแนวของผาแต้ม อุบลราชธานี ประตูผา นครลำปาง เขาปลาร้า อุทัยธานี เหล่านี้แล้ว ก็สะท้อนคิด ตระหนักรู้ และยืนยัน ด้วยตนเองได้ว่า แม้จะมีวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี การจัดการ กำลังคน วิทยาการ เทคโนโลยี และสิ่งสนับสนุนต่างๆ ถึงพร้อมเป็นจำนวนมากแล้วของปัจจุบัน ก็แน่ใจว่าผมจะต้องใช้กำลังคน ทรัพยากร และระบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก เป็นการยากที่จะสร้างขึ้นด้วยกลุ่มคนระดับครอบครัว หรือการรวมตัวกันเพียงไม่กี่คนเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น หรือแม้ในปัจจุบันก็จะสร้างขึ้นให้เทียมเท่าได้ ทำไม่ไหว จึงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเบื้องหลัง ว่าจะมีระบบการจัดการที่สามารถรวบรวมคนมีฝีมือ มีกำลังปัญญา และร่วมกันสร้างสิ่งนี้ขึ้นบนหน้าผาและภูเขาได้ ในรูปแบบหนึ่ง
นอกจากนี้ หลังจากวิเคราะห์เนื้อหา ระบบแบบแผนประพันธศิลป์ การศึกษาข้อมูลรอบด้านเพื่อเห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เช่น สมมุติฐานการผลิตสีแดง จากแร่ ดิน หิน จากพืช จากครั่ง และการลงพื้นที่เพื่อสำรวจดูแหล่งต่างๆที่ปรากฏข้อมูลและข้อเท็จจริงในชุดข้อมูลต่างๆ ในระยะ 250-500 กิโลเมตร ทั้งในจารึก เอกสารหลักฐา่น ชื่อบ้านนามเมือง เรื่องราวมุขปาฐะ และจากแหล่งชีวิตชาวบ้าน วาดแผนที่แหล่งวัตถุดิบ แรงงาน เส้นทางการขนส่งสัญจร ทบทวนข้อมูลการติดต่อสัมพันธ์กันในยุคสมัยต่างๆของสังคม แม้นจะยังไม่ปรากฏข้อมูลหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนมากนัก ก็พบความสัมพันธ์หลายประการของสังคมที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง เห็นหมู่ชน เห็นพลวัตทางสังคมสิ่งแวดล้อม เห็นการเป็นองค์ประกอบพึ่งพาอาศัยยึดโยงเกี่ยวข้องกันหลากหลายมิติ ไม่มีแยกขาด ซึ่ง ณ เวลานี้ ยากที่จะอธิบายและแสดงข้อมูลให้เห็นได้แบบทั่วไป แต่ในทางศิลปกรรมหัตถศิลป์นั้น มีหลายอย่างที่เชื่อว่านักศิลปะจะเข้าใจ เห็น รู้สึกได้ และรู้ ว่าคืออะไร อีกทั้งสะท้อนถ่ายทอดทางจิตใจ จิตวิญญาณ และความมีชีวิต ให้ประจักษ์ต่อกันได้
กระนั้น ก็พอจะประมาณได้ว่า ในทุกแหล่งของภาพเขียนสีนั้น นอกจากเป็นวิวัฒนาการความก้าวหน้าทางภูมิปัญญาเชิงสังคมของมนุษย์ ประหนึ่งเป็นสิ่งแสดงการปรากฏขึ้นของ ‘ตำรา หนังสือภาพ และระบบธรรมนูญภูเขา’ ก้าวแรกของอารยธรรมแห่งปัญญา ยึดโยงกับพลวัตทางปัญญามุขปาฐะของชุมชน ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยวิถีปฏิบัติอย่างทั่วไปแล้ว ก็เป็นสิ่งแสดงปฏิสัมพันธ์ทางความหมายเชิงระบบจากบริบทแวดล้อมรายรอบของยุคสมัย ที่จะเห็นได้จากสารัตถะประพันธศิลป์ด้วยการสร้างสรรค์ โดยมนุษย์ ธรรมชาติ กับพลวัตทางสังคม เพื่อรองรับพลวัตในอีกมิติหนึ่งของสังคมที่ศูนย์กลางการยึดโยงอยู่กับภูเขา ก่อนการมาถึงของยุคก่อเกิดเมือง นครรัฐ พระนคร
และในยุคเมือง นครรัฐ พระนคร ก็ยังคงมีบทบาทเป็นอีกภาคหนึ่งของสังคม ที่อยู่นอกพระนคร เมือง และนครรัฐ และเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการจรรโลงระบบพหุลักษณ์ของสังคมโลก ที่ยังคงดำรงอยู่ในโลกแดนใต้ ดังในปัจจุบันนี้ นั่นเอง.
