มิคาโลปชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๖. มิคาโลปชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๘๑)
ว่าด้วยนกแร้งมิคาโลปะ
(พญาแร้งโพธิสัตว์เรียกลูกมาอบรมว่า)
[๓๔] มิคาโลปะ พ่อไม่พอใจเลยที่เจ้าบินไปเช่นนั้น ลูกเอ๋ย เจ้าบินสูงเกินไป เลยขอบเขตของพวกแร้งไปแล้ว
[๓๕] เมื่อใด แผ่นดินปรากฏแก่เจ้าเสมือนแปลงนา ๔ เหลี่ยม ลูกเอ๋ย เมื่อนั้น เจ้าจงกลับจากที่นั้น อย่าบินเลยที่นั้นไป
[๓๖] แม้นกเหล่าอื่นที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไปในอากาศ สำคัญตนว่ายั่งยืน ถูกแรงลมพัดพินาศแล้วก็มีอยู่
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า)
[๓๗] นกแร้งมิคาโลปะไม่เชื่อฟังคำสอนของแร้งอปรัณณะพ่อผู้เฒ่า บินผ่านลมกาละไป ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัมภา (ลมกรด)
[๓๘] ลูกเมียของมัน และนกแร้งเหล่าอื่นที่อาศัยมันเป็นอยู่ ทั้งหมดก็ถึงความพินาศ เพราะนกที่ไม่ทำตามโอวาทตัวเดียว
[๓๙] ผู้ใดในโลกนี้ไม่เชื่อฟังคำของผู้ใหญ่ทั้งหลาย ประพฤติเกินขอบเขตย่อมเดือดร้อน เหมือนนกแร้งที่ละเมิดคำสอน ชนทั้งหลายย่อมถึงความพินาศทุกคน เพราะไม่กระทำตามคำสอนของท่านผู้รู้
มิคาโลปชาดกที่ ๖ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
มิคาโลปชาดก
ว่าด้วย โทษของคนหัวดื้อ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก? เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่บัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เธอก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน ก็เพราะอาศัยความเป็นผู้ว่ายาก เธอไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตทั้งหลายจึงถึงความย่อยยับ ในช่องทางของลมเวรัมภะ คือลมงวง.
แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง ได้มีชื่อว่าแร้งอปรัณณะ มันมีหมู่แร้งห้อมล้อมอาศัยอยู่บนเขาคิชฌกูฏ. ส่วนลูกของมันชื่อมิคาโลปะ มีกำลังสมบูรณ์ มันบินสูงมาก เลยแดนของแร้งตัวอื่นๆ ไป แร้งทั้งหลายบอกแก่พระยาแร้งว่า ลูกของท่านบินไปไกลเหลือเกิน. แร้งอปรัณณะได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกมาถามว่า ลูกเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าบินสูงมาก ผู้บินสูงมากจักถึงความสิ้นชีวิต แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า :-
ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ พ่อไม่มีความพอใจที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้าคบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย.
แผ่นดินปรากฏแก่เจ้า เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมเมื่อใด เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลงมา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป.
นกแม้เหล่าอื่นที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไปในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของลมพัดไปสำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก.
ฝ่ายมิคาโลปะไม่ทำตามโอวาท ไม่เชื่อฟังคำพ่อบินทะยานขึ้น เห็นเขตแดนตามที่พ่อบอกไว้แล้ว แต่ก็บินเลยเขตแดนนั้นไปให้ลมกาลวาตสิ้นไปทะลุลมแม้เหล่านั้น แล่นเข้าสู่ปากทางลมเวรัมภวาต จึงถูกเวรัมภวาตตีมัน มันเพียงแต่ถูกลมเหล่านั้นตี ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อันตรธานไปในอากาศนั่นเอง.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
แร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแร้งแก่ชื่ออปรัณณะผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาตไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต.
เมื่อแร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมียของมันและแร้งอื่นๆ ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดถึงความพินาศแล้ว.
ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลยขอบเขตก็เดือดร้อน ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะถึงความพินาศเหมือนแร้งที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อฉะนั้น.
๓ คาถานี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรม แล้วทรงประมวลชาดกไว้ว่า
แร้งมิคาโลปะ ได้แก่ ภิกษุผู้ว่ายาก
ส่วน แร้งอปรัณณะ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖
-----------------------------------------------------