ประเทศไทยเริ่มมีศาลปกครองในปี ๒๕๔๒ (๑) เวลาผ่านมาแล้วเสี้ยวศตวรรษ ไม่ว่าการริเริ่มใด ย่อมมีทั้งคุณและโทษ เรื่องศาลปกครองผมยังไม่เห็นมีการประเมินอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมีการนำเอาประสบการณ์ ๒๕ ปีมาเป็นข้อเรียนรู้เพื่อปรับปรุง ตามหลักการ เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Multiple Loop Learning ประเทศไทยน่าจะได้รับประโยชน์มหาศาล
จากประสบการณ์การเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองจำนวนมาก ที่มีผลให้การทำงานของมหาวิทยาลัยชะงัก หรือต้องใช้คนและทรัพยากรในการแก้ต่าง แล้วเข้าใจว่ากว่าร้อยละ ๙๐ ยกฟ้อง หรือจำเลยเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็สมประสงค์ของผู้ฟ้อง คือทำให้เกิดการหยุดชะงักของงาน หรือได้ขัดขวางการเข้าดำรงตำแหน่งของคู่แข่งไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ก่อผลดีต่อมหาวิทยาลัย หรือต่อบ้านเมือง
ผมจึงเกิดข้อสงสัยว่า การมีศาลปกครอง ก่อประโยชน์ และโทษ ต่อสังคมไทย (ไม่ใช่แค่ต่อมหาวิทยาลัย) อย่างไรบ้าง มีน้ำหนักมากน้อยต่างกันอย่างไร หากจะให้ผลเชิงลบลดลง และผลเชิงบวกเพิ่มขึ้น จะต้องปรับปรุงหลักการและวิธีการอย่างไรบ้าง
ผมได้ยินมาแว่วๆ ว่า การดำเนินการประเมินผลกระทบของการมีกฎหมาย แนวนี้ กำลังมีการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายปฏิรูประบบ ววน. ที่เริ่มปี ๒๕๖๒ ผลการประเมิน และผลกระทบที่เกิดคุณต่อบ้านเมืองน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อการพัฒนาบ้านเมืองของเรา
จึงขอนำแนวคิดเรื่องการประเมินผลกระทบ และปรับปรุงกฎหมาย มาเสนอไว้ให้ร่วมกันคิดต่อ
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ย. ๖๗
ห้องประชุม โรงแรมเซนทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ท ภูเก็ต