ว่าด้วย เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร

ทีฆีติโกสลชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. อัฑฒวรรค

หมวดว่าด้วยชาดกมีครึ่งวรรค

๑. ทีฆีติโกสลชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๗๑)

ว่าด้วยพระเจ้าทีฆีติโกศล

             (ทีฆาวุกุมารทรงระลึกถึงโอวาทที่พระราชมารดาและพระราชบิดาประทานไว้แล้ว จึงกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า)

             [๑๑๐] ข้าแต่มหาราช เมื่อพระองค์ตกอยู่ในอำนาจของข้าพระองค์อย่างนี้ เหตุที่เปลื้องทุกข์พระองค์ได้มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า

             (พระราชาตรัสคาถาว่า)

             [๑๑๑] พ่อเอ๋ย เมื่อฉันตกอยู่ในอำนาจของเธออย่างนี้ เหตุบางอย่างที่จะเปลื้องทุกข์ฉันได้ไม่มี

             (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

             [๑๑๒] ข้าแต่มหาราช เว้นความสุจริต และถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตเสียแล้ว เหตุอื่นที่จะต้านทานในเวลาที่จะตาย ข้าพระองค์ไม่เห็นเลย ทรัพย์สมบัตินอกนี้ก็เช่นกัน

             [๑๑๓] ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่สงบระงับ

             [๑๑๔] ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของชนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ

             [๑๑๕] เพราะว่าในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร แต่เวรทั้งหลาย ย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่า

ทีฆีติโกสลชาดกที่ ๑ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ทีฆีติโกสลชาดก

ว่าด้วย เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร

               พระศาสดาทรงปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้กระทำการทะเลาะทุ่มเถียงกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นโอรสของเรา ชื่อว่าบุตรผู้เกิดจากปาก อันบุตรทั้งหลายไม่ควรทำลายโอวาทที่บิดาให้ไว้ ก็เธอทั้งหลายไม่กระทำตามโอวาท โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้โจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของตนแล้วยึดครองราชสมบัติ ตกอยู่ในเงื้อมมือในป่า ก็ยังไม่ฆ่าด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ก็ในชาดกนี้ เรื่องทั้งสองคือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต จักมีแจ้งโดยพิสดารใน โกสัมพีขันธกะ.
               ก็ทีฆาวุกุมารนั้นจับพระจุฬาพระเจ้าพาราณสีผู้บรรทมหลับอยู่บนตักของตนในป่า เงื้อดาบขึ้นด้วยหมายใจว่า บัดนี้ เราจักตัดโจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของเราให้เป็น ๑๔ ท่อน ขณะนั้นระลึกถึงโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ จึงคิดว่า เราแม้จะสละชีวิตก็จักไม่ทำลายโอวาทของท่าน จักคุกคามพระเจ้าพาราณสีนั้นอย่างเดียว
               จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ข้าแต่พระราชา เมื่อพระองค์ตกอยู่ในอำนาจของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ได้ มีอยู่หรือ.
               ลำดับนั้น พระราชาตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
               พ่อเอ๋ย เมื่อฉันตกอยู่ในอำนาจของท่านอย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้ฉันพ้นทุกข์ได้ ไม่มีเลย.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
               ข้าแต่พระราชา เว้นสุจริตและวาจาที่เป็นสุภาษิตเสีย เหตุอย่างอื่นจะป้องกันได้ในเวลาจะตาย ไม่มีเลย ทรัพย์นอกนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ.
               ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา คนนี้ได้ฆ่าเรา คนนี้ได้ชนะเรา คนนี้ได้ลักของๆ เรา เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ
               ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา คนนี้ได้ฆ่าเรา คนนี้ได้ชนะเรา คนนี้ได้ลักของๆ เรา เวรของชนเหล่านั้นย่อมเข้าไปสงบ.
               ในกาลไหนๆ เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับ ด้วยเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.
               แม้คาถาที่เหลือ ก็มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
               ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเหล่าใดเข้าไปผูกเวร คือตั้งเวรไว้ในหทัยเหมือนผูกไว้อย่างนี้ว่า ผู้นี้ด่าเรา ผู้นี้ประหารเรา ผู้นี้ได้ชนะเรา ผู้นี้ได้ลักของเรา เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ.
               ส่วนคนเหล่าใดไม่เข้าไปผูก คือไม่ตั้งเวรนั้นไว้ในหทัย เวรของคนเหล่านั้นย่อมสงบ เพราะในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่จะระงับด้วยความไม่มีเวร ธรรมนั้นเป็นของเก่า อธิบายว่า ธรรมเก่าก่อน คือสภาวะที่เป็นไปตลอดกาลนาน.
               ก็แหละ พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ประทุษร้ายพระองค์ แต่พระองค์จงฆ่าข้าพระองค์เสียเถิด แล้ววางดาบในพระหัตถ์ของพระราชานั้น.
               ฝ่ายพระราชาก็ทรงกระทำการสบถว่า เราจักไม่ประทุษร้ายท่าน แล้วเสด็จไปพระนครพร้อมกับพระโพธิสัตว์นั้น ทรงแสดงพระโพธิสัตว์นั้นแก่อำมาตย์ทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูก่อนพวกท่านทั้งหลาย ผู้นี้ คือทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าโกศล แม้ผู้นี้ก็ได้ให้ชีวิตเรา เราก็ไม่ได้ทำอะไรกะผู้นี้
               ครั้นตรัสแล้ว ได้ประทานธิดาของพระองค์แล้วให้ ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันเป็นของพระบิดา. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทั้งสองพระองค์ทรงสมัครสมาน บันเทิงพระทัยครองราชสมบัติ.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               บิดามารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ตระกูลมหาราช
               ส่วนทีฆาวุกุมารได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาทีฆีติโกสลชาดกที่ ๑               
               -----------------------------------------------------