ว่าด้วย เหตุที่จะต้องหนีจากไป

ปลาสชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. ปลาสชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๗๐)

ว่าด้วยปลาสเทวดา

             (พญาหงส์ปรึกษากับปลาสเทวดาว่า)

             [๑๐๕] พญาหงส์ได้กล่าวกับปลาสเทวดาว่า นี่เพื่อน ต้นไทรงอกติดอยู่ที่ค่าคบของท่าน มันงอกขึ้นเพื่อจะตัดสิ่งอันเป็นที่รักของท่าน

             (ปลาสเทวดาไม่เชื่อคำของพญาหงส์ จึงกล่าวว่า)

             [๑๐๖] ต้นไทรจงเจริญเติบโตขึ้นเถิด ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของต้นไทรนั้นเหมือนบิดาและมารดา และต้นไทรนั้นจะเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าเหมือนกัน

             (พญาหงส์กล่าวว่า)

             [๑๐๗] เพราะเหตุใด ท่านจึงปล่อยให้ต้นไม้ที่น่ากลัวดุจข้าศึก เจริญเติบโตที่ค่าคบ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอเตือนท่านแล้วจะไป การเจริญเติบโตของต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย

             (ต่อมารุกขเทวดานั้นคร่ำครวญอยู่ว่า)

             [๑๐๘] บัดนี้ ไทรต้นนี้แหละ ทำให้เราหวาดกลัว เพราะไม่เชื่อฟังคำของพญาหงส์ ซึ่งเป็นถ้อยคำอันสำคัญปานประหนึ่งว่าขุนเขาสิเนรุราช ภัยอันใหญ่หลวงจึงมาถึงเราแล้ว

             (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระคาถาว่า)

             [๑๐๙] ผู้ใดเมื่อเจริญขึ้นกลับกัดกินที่พึ่งอาศัยของตน ความเจริญของผู้นั้นผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศ จึงพยายามกำจัดรากเหง้าของอันตรายนั้น

ปลาสชาดกที่ ๑๐ จบ

วัณณาโรหวรรคที่ ๒ จบ

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ปลาสชาดก

ว่าด้วย เหตุที่จะต้องหนีจากไป

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก.
               ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสควรจะรังเกียจแท้ กิเลสแม้จะมีประมาณน้อยก็ทำให้ถึงความพินาศได้เหมือนหน่อต้นไทร. แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจมาแล้วเหมือนกัน ครั้นตรัสแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหงส์ทอง เจริญวัยแล้วอยู่ในถ้ำทอง ณ เขาจิตตกูฏ กินข้าวสาลีที่เกิดเองในสระที่เกิดเอง ณ หิมวันตประเทศแล้วกลับมา. ในหนทางที่พระโพธิสัตว์นั้นไปๆ มาๆ มีต้นทองหลางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. พระโพธิสัตว์นั้น แม้เมื่อไปก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วก็ไป แม้เมื่อกลับมาก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วจึงมา.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคุ้นเคยกับเทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ต้นทองหลางนั้น เวลาต่อมา นางนกตัวหนึ่งกินผลไทรสุกที่ต้นไทรต้นหนึ่ง แล้วบินมาจับที่ต้นทองหลางนั้น ถ่ายคูถลงในระหว่างค่าคบ แต่นั้นจึงเกิดหน่อไทรขึ้น ในเวลามีขนาดได้ ๔ นิ้ว ต้นทองหลางงดงาม เพราะเป็นต้นทองหลางที่มีหน่อแดงและใบเขียว.
               พระยาหงส์เห็นดังนั้น จึงเรียกรุกขเทวดามาพูดว่า
               ท่านปลาสเทวดาผู้สหาย ธรรมดาต้นไทรเกิดที่ต้นไม้ใด เมื่อโตขึ้นย่อมทำต้นไม้นั้นให้ฉิบหาย ท่านจงอย่าให้ต้นไม้นี้เติบโตเลย มันจักทำวิมานของท่านให้พินาศ ท่านจงถอนมันทิ้งเสียก่อนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ควรจะรังเกียจ ก็ควรจะรังเกียจ.
               เมื่อปรึกษากับปลาสเทวดา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่า ดูก่อนสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของท่านแล้ว มันเจริญเติบโตขึ้นจะตัดสิ่งอันเป็นที่รักของท่านเสีย.
               ปลาสเทวดาได้ฟังดังนั้น มิได้เชื่อถือคำของพระโพธิสัตว์นั้น
               จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ต้นไทรจงเจริญเติบโตเถิด ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของมัน ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตร แล้วบุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดา ฉะนั้น.
               คำอันเป็นคาถานั้น มีความว่า ดูก่อนสหาย ท่านยังไม่รู้ ต้นไทรนี้จะเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าในตอนมันเติบโต ข้าพเจ้าจักเป็นที่พึ่งของต้นไทรนี้ เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตรในคราวเป็นเด็กอ่อนฉะนั้น อนึ่ง ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งแม้ของข้าพเจ้าในภายหลังตอนแก่ เหมือนบุตรเติบโตขึ้นแล้วย่อมเป็นที่พึ่งของมารดาบิดาในภายหลังตอนแก่ ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น พระยาหงส์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ท่านให้ต้นไม้ซึ่งอาจนำภัยมาดังข้าศึก เจริญเติบโตขึ้นที่ค่าคบเพราะเหตุใด เหตุนั้น เราขอบอกท่านให้รู้แล้วจะไป ความเจริญเติบโตของต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย.
               ก็แหละพระยาหงส์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกางปีกบินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้มาอีกเลย ในเวลาต่อมา ต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้น ก็มีรุกขเทวดาตนหนึ่งบังเกิดที่ต้นไทรนั้น ต้นไทรนั้นเจริญขึ้นหักรานต้นทองหลาง วิมานของเทวดาพร้อมกับกิ่งไม้ทั้งหลายก็ร่วงลงไป.
               ในกาลนั้น เทวดานั้นจึงกำหนดคำของพระยาหงส์ได้ ร่ำไห้ว่า พระยาหงส์เห็นภัยในอนาคตข้อนี้จึงกล่าวไว้ ส่วนเราไม่กระทำตามคำพูดของพระยาหงส์
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
               บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราหวาดกลัว ภัยอันใหญ่หลวงได้มาถึงเรา เพราะไม่รู้สึกถึงคำของพระยาหงส์ อันใหญ่หลวงซึ่งควรเปรียบด้วยขุนเขาสิเนรุราช.
               ฝ่ายต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้นหักรานต้นทองหลางทั้งต้นได้กระทำให้เป็นสักแต่ตอเท่านั้น. วิมานของเทวดาก็หายไปหมดสิ้น.
               ผู้ใดเมื่อเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยให้พินาศไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น ผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศ จึงเพียรพยายามตัดรากเหง้าของอันตรายนั้นเสีย.
               คาถาที่ ๕ ดังกล่าวมานี้เป็นอภิสัมพุทธคาถา.
               ทรงอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยของตนให้พินาศ ความเจริญของผู้นั้น บัณฑิตไม่สรรเสริญ ส่วนนักปราชญ์ คือท่านผู้สมบูรณ์ความรู้รังเกียจความดับคือความพินาศอย่างนี้ว่า ความดับสูญจักมีแก่เราเพราะอันตรายนี้ ย่อมพากเพียรเพื่อขจัดรากเหง้าของอันตรายทั้งภายในหรือภายนอกนั้นเสีย.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูปได้บรรลุพระอรหัต.
               หงส์ทองในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------