เทพบุตรโพธิสัตว์

มิตตวินทุกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. มิตตวินทุกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๖๙)

ว่าด้วยนายมิตตวินทุกะ

             (นายมิตตวินทุกะเห็นเทพบุตรโพธิสัตว์นั้น จึงถามว่า)

             [๑๐๐] ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้แก่เหล่าเทวดา ข้าพเจ้าได้กระทำความชั่วอะไรไว้ จักรนี้จึงได้จรดที่ศีรษะแล้วพัดผันอยู่บนกระหม่อมของข้าพเจ้า

             (เทพบุตรโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๑๐๑] เพราะเหตุอะไรเล่า ท่านล่วงเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน ปราสาทแก้วมณี และปราสาททอง แล้วมา ณ ที่นี้

             (นายมิตตวินทุกะกล่าวว่า)

             [๑๐๒] ขอท่านจงดูข้าพเจ้าผู้ถึงความหายนะ เพราะความสำคัญนี้ว่า ในที่นี้โภคะทั้งหลายเห็นจะมีมากกว่าปราสาททั้ง ๔ หลังนี้

             (เทพบุตรโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๑๐๓] ท่านเมื่อมีความปรารถนามากเกินไป ได้ครอบครองนารี ๔ นาง ไม่พอใจนางทั้ง ๔ ได้ครอบครองนารี ๘ นาง ไม่พอใจนางทั้ง ๘ ได้ครอบครองนารี ๑๖ นาง ไม่พอใจนางทั้ง ๑๖ ได้ครอบครองนารี ๓๒ นาง ไม่พอใจนางทั้ง ๓๒ จึงได้ประสบจักร จึงพัดผันอยู่ที่ศีรษะของท่าน ผู้ถูกความปรารถนามากเกินไปขจัดแล้ว

             [๑๐๔] ขึ้นชื่อว่าความอยาก มีสภาพแผ่ไปยิ่งใหญ่ไพศาล ทำให้เต็มได้ยาก ก็ชนเหล่าใดกำหนัดตามความอยาก ชนเหล่านั้นจึงต้องเทินจักรไว้

มิตตวินทุกชาดกที่ ๙ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มิตตวินทุกชาดก

ว่าด้วย จักรกรดพัดบนหัว

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในมหามิตตวินทุกชาดก.
               ก็นายมิตตวินทุกะนี้ถูกเขาโยนทิ้งในทะเล แล้วได้ไปพบนางเวมานิกเปรตแห่งหนึ่ง ๔ นาง แห่งหนึ่ง ๘ นาง แห่งหนึ่ง ๑๖ นาง แห่งหนึ่ง ๓๒ นาง ก็ยังเป็นผู้ปรารถนายิ่งขึ้นไม่รู้จักพอ จึงเดินต่อไปข้างหน้า ได้พบอุสสุทนรกอันเป็นสถานที่เสวยวิบากของพวกสัตว์นรก จึงได้เข้าไปด้วยสำคัญว่า เป็นเมืองๆ หนึ่ง เห็นจักรกรดพัดอยู่บนหัวสัตว์นรก สำคัญว่าเป็นเครื่องประดับ จึงยินดีชอบใจจักรกรด อ้อนวอนขอได้มา.
               คราวนั้น พระโพธิสัตว์เป็นเทวบุตรเที่ยวจาริกไปในอุสสุทนรก.
               นายมิตตวินทุกะนั้นเห็นพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว เมื่อจะถาม จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้แก่เหล่าเทวดา บาปอะไรที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้ จักรกรดจึงได้มากระทบศีรษะของข้าพเจ้าแล้วพัดอยู่บนกระหม่อม.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ท่านล่วงเลยปราสาทแล้วผลึก ปราสาทแก้วมณี ปราสาทเงิน และปราสาททอง แล้วมาที่นี้ เพราะเหตุอะไร.
               ลำดับนั้น นายมิตตวินทุกะกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               เชิญท่านดูข้าพเจ้าผู้ถึงความฉิบหาย เพราะความสำคัญนี้ว่า โภคสมบัติในที่นี้ เห็นจะมีมากกว่าโภคสมบัติในปราสาททั้งสี่นั้น.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
               ท่านละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๔ มาได้ นางเวมานิกเปรต ๘ ละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๘ มาได้นางเวมานิกเปรต ๑๖ ละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๑๖ มาได้นางเวมานิกเปรต ๓๒ ยังปรารถนายิ่งขึ้นไม่รู้จักพอ มายินดีจักรกรด จักรกรดจึงพัดอยู่บนกระหม่อมของท่านผู้ถูกความปรารถนาครอบงำ.
               อันธรรมดาตัณหาเป็นสิ่งที่กว้างขวางอยู่ในเบื้องบน ให้เต็มได้ยาก มักเป็นไปตามอำนาจของความปรารถนา เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมากำหนัดยินดีตัณหานั้น ชนเหล่านั้นจึงต้องเป็นผู้ทูนจักรกรดไว้.
               ก็นายมิตตวินทุกะกำลังพูดอยู่นั่นแหละ จักรแม้นั้นก็พัดกดลงไป ด้วยเหตุนั้น เขาจึงไม่อาจจะกล่าวอีกต่อไป เทพบุตรจึงไปยังเทวสถานของตนทีเดียว.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               นายมิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายาก
               ส่วนเทพบุตรในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถามิตตวินทุกชาดกที่ ๙               
               -----------------------------------------------------