ฆฏชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๕. ฆฏชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๕๕)
ว่าด้วยพระเจ้าฆฏะ
(พระเจ้าธังกะตรัสถามพระราชาโพธิสัตว์ว่า)
[๒๙] ชนเหล่าอื่นเศร้าโศก ร้องไห้ มีน้ำตานองหน้า ส่วนพระองค์มีพระพักตร์ผ่องใส พระเจ้าฆฏะ เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่เศร้าโศก
(พระโพธิสัตว์กราบทูลถึงเหตุที่ไม่เศร้าโศกแก่พระเจ้าธังกะว่า)
[๓๐] ความโศกนำสิ่งที่ล่วงไปแล้วคืนมาไม่ได้ นำความสุขที่ยังไม่มาถึงมาให้ไม่ได้ พระเจ้าธังกะ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก เพราะความเป็นสหายในความเศร้าโศกไม่มี
[๓๑] ผู้เศร้าโศกย่อมมีร่างกายผอมเหลืองและเบื่ออาหาร เมื่อเขาถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแทงจนซูบซีด พวกศัตรูก็พากันดีใจ
[๓๒] เราจะอยู่บ้านหรืออยู่ป่า อยู่ที่ลุ่มหรืออยู่ที่ดอนก็ตาม ความพินาศจะไม่มาถึงเราเลย เพราะเราได้พบทางแล้วอย่างนี้
[๓๓] ตนเองผู้เดียวเท่านั้นก็ไม่สามารถจะนำรสอันน่าใคร่ทั้งปวง (รสอันน่าใคร่ทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงสุขในฌาน) มาถวายแก่พระราชาพระองค์ใดได้ แม้แผ่นดินทั้งปวงก็จักนำความสุขมาถวายแด่พระราชาพระองค์นั้นไม่ได้
ฆฏชาดกที่ ๕ จบ
-----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ธังกชาดก
ว่าด้วย การร้องไห้ไม่มีประโยชน์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบัน เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ส่วนในชาดกนี้ พระราชาประทานยศใหญ่แก่อำมาตย์ผู้อุปการะช่วยเหลือพระองค์ ภายหลังทรงเชื่อถือถ้อยคำของผู้ยุยง จึงจองจำอำมาตย์นั้นแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. อำมาตย์นั้นนั่งอยู่ในเรือนจำนั้นแหละทำโสดาปัตติมรรคให้บังเกิดแล้ว. พระราชาทรงกำหนดได้ถึงคุณความดีของอำมาตย์นั้น จึงรับสั่งให้ปล่อยจากเรือนจำ. อำมาตย์นั้นจึงถือของหอมและดอกไม้ไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามอำมาตย์นั้นว่า เขาว่า ความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านหรือ เมื่ออำมาตย์นั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์ก็มาถึงข้าพระองค์ด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คือโสดาปัตติมรรคบังเกิดแล้ว พระเจ้าข้า.
พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่แต่ท่านเท่านั้น จะนำเอาประโยชน์มาด้วยสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็นำมาแล้ว อันอำมาตย์นั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พระญาติทั้งหลายขนานพระนามพระโพธิสัตว์นั้นว่า ฆฏกุมาร.
สมัยต่อมา ฆฏกุมารนั้นเรียนศิลปะในเมืองตักกสิลาแล้วครองราชสมบัติโดยธรรม อำมาตย์คนหนึ่งในภายในพระราชวังของพระราชานั้นคิดประทุษร้าย. พระราชานั้นทรงทราบโดยชัดแจ้งจึงให้ขับไล่อำมาตย์นั้นออกจากแว่นเคว้น.
ครั้นนั้น พระเจ้าธังกราชครองราชสมบัติในนครสาวัตถี อำมาตย์นั้นได้ไปยังราชสำนักของพระเจ้าธังกราชนั้น อุปัฏฐากท้าวเธอ ให้เชื่อถือคำของตน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ แล้วให้ยึดราชสมบัติในนครพาราณสี.
พระเจ้าธังกราชนั้น ครั้นยึดราชสมบัติได้แล้ว ให้เอาโซ่ตรวนพันธนาการพระโพธิสัตว์ไว้ แล้วส่งให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ พระโพธิสัตว์ทำฌานให้บังเกิดแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่ในอากาศ. ความเร่าร้อนตั้งขึ้นในพระสรีระของพระเจ้าธังกราช ท้าวเธอจึงไป ได้เห็นหน้าพระโพธิสัตว์มีสง่างามดุจแว่นทองและดอกบัวบาน.
เมื่อจะถามพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ชนเหล่าอื่นเศร้าโศก ร้องไห้อยู่ ชนเหล่าอื่นมีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา ส่วนพระองค์เป็นผู้มีผิวพระพักตร์ผ่องใส ดูก่อนฆฏราชา เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่เศร้าโศก.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่เศร้าโศกแก่พระเจ้าธังกราชนั้น
จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ความเศร้าโศกหาได้นำสิ่งที่ล่วงไปแล้ว มาได้ไม่ หาได้นำความสุขในอนาคตมาได้ไม่ ดูก่อนธังกราชา เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก ความเป็นสหายในความโศกย่อมไม่มี.
บุคคลผู้เศร้าโศกอยู่ ย่อมเป็นผู้ผอมเหลืองและไม่พอใจบริโภคอาหาร เมื่อเขาถูกลูกศร คือความเศร้าโศกเสียบแทงแล้วเร่าร้อนอยู่ พวกศัตรูย่อมดีใจ.
ความฉิบหายอันมีความเศร้าโศกเป็นมูล จักไม่มาถึงหม่อมฉันผู้อยู่ในบ้านหรือในป่า ในที่ลุ่มหรือในที่ดอน หม่อมฉันเห็นบทฌานแล้วอย่างนี้.
ตนผู้เดียวเท่านั้นจะสามารถนำกามรสทั้งปวงมาให้ได้ สหายของพระราชาพระองค์ใด ไม่สามารถจะนำมาให้ได้ ถึงสมบัติในแผ่นดินทั้งสิ้น ก็จักนำความสุขมาให้แก่พระราชานั้นไม่ได้.
พระเจ้าธังกราชได้สดับคาถาทั้ง ๔ คาถาด้วยประการดังนี้แล้ว จึงขอขมาพระโพธิสัตว์แล้วมอบราชสมบัติคืน ได้เสด็จหลีกไปแล้ว.
ฝ่ายพระมหาสัตว์มอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษีมีฌานไม่เสื่อม ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าธังกราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์
ส่วนพระเจ้าฆฏราชได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถาธังกชาดกที่ ๕
-----------------------------------------------------