สมัยผมเริ่มเข้าสู่อาชีพวิชาการใหม่ๆ เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในวงวิชาการพูดกันเรื่องเสรีภาพทางวิชาการกันมาก เทียบกับตอนนี้ผมรู้สึกว่าเงียบไป ไม่ทราบว่าเป็นเพราะผมไม่ได้อยู่ในวงการ หรือชีวิตวนออกนอกวงการไปมากแล้ว หรือเปล่า
เว็บไซต์ University World News ฉบับวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ รายงานข่าว New frameworks of reference stir hope for academic freedom ที่เป็นการเคลื่อนไหวด้านอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร อ่านและฟังรายละเอียดของการประชุมเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ซึ่งจัดโดย Global Observatory on Academic Freedom, King’s College, London ได้ที่ (๑) จะเห็นว่า เป็นการทบทวนและปรับปรุงเรื่องค่านิยมและหลักการเกี่ยวกับอุดมศึกษา ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นเอกภาพของอุดมศึกษายุโรป ตามข้อตกลงโบโลนญา ในปี 1999 เกิดกลไก EHEA ที่เดิมมีสมาชิก ๔๙ ประเทศ แต่ตอนนี้เหลือ ๔๗ ประเทศ คือรัสเซียกับเบลารุส ออกไป เนื่องจากมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น
EHEA ยึด ๖ หลักการพื้นฐานของอุดมศึกษา ได้แก่ (๑) เสรีภาพทางวิชาการ (๒) ความมั่นคงในคุณธรรม (๓) ความเป็นอสระของสถาบัน (๔) นศ. และ อจ. มีส่วนในกลไกกำกับดูแล (๕) สาธารณชนรับผิดชอบอุดมศึกษา (๖) อุดมศึกษามีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
นอกจาก EHEA ยังมี Magna Charta Universitatum ที่เอาใจใส่เรื่องเสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ทางวิชาการให้แก่สังคมอย่างเป็นอิสระจากการแซกแซง จากอิทธิพลภายนอก ที่ย่อมมีเสมอ ทั้งจากกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอุดมการณ์หรือความเชื่อ อย่างกรณีมีบางรัฐในสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามใช้หนังสือบางเล่มเป็นหนังสือเรียน
Academic Freedom Index ให้ข้อมูลที่สะท้อนว่า ความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในโลก ในปี ๒๕๖๖ เทียบกับเมื่อปี ๒๕๑๖ ด้อยลง ในปี ๒๕๖๖ จากคะแนนเต็ม ๑๐๐ ของไทย ๓๑ เวียดนาม ๓๒ เมียนมา ๓ มาเลเซีย ๓๕ อินโดนีเซีย ๖๙ เดนมาร์ก ๘๙ สวีเดน ๙๔
ผมเขียนเรื่องเสรีภาพทางวิชาการไว้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ส.ค. ๖๗