ข้อความข้างล่างทั้งหมด มีผู้ส่งมาให้  อ่านแล้วได้ประโยชน์มาก  และผมรู้จักผู้เขียน คือ อ. นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข ดี    ว่าเป็นผู้มีความรู้ดีมาก    จึงนำมาเผยแพร่ต่อ
                                        “กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน     ปฏิรูปหลักสูตรแล้วต้องทำเรื่องวิธีสอน เพราะเป็นเรื่องคู่กัน  Curriculum and  Instruction    Administration and  Supervision
                                  หลักสูตรเป็นกรอบเนื้อหาสาระที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย  วิธีสอนจึงสำคัญมากเพราะวิธีสอนทำให้นักเรียน   เรียนรู้เนื้อหาโดยเข้าใจง่ายและสนุก  ทำให้อยากเรียน
                                      เนื่องจากสมองของมนุษย์ทำหน้าที่รับรู้และคิด  หลายลักษณะ  หลายมิติ   เรียนรู้สร้างภาษา ทั้งภาษาแม่  ภาษาที่สอง และภาษาต่อๆไป  
                                       สมองทำหน้าที่ควบคุมจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมตลอดชีวิต
                                      นักวิชาการเผยแพร่วิธีสอนคิดมีมาก  เช่น คิดวิเคราะห์   คิดสังเคราะห์     คิดสร้างสรรค์      คิดแก้ปัญหา   คิดแบบวิทยาศาสตร์   แต่ไม่ได้บอกว่าสมองอะไร/กลุ่มสมองส่วนใด ทำหน้าที่คิดเรื่องนั้นๆ
                                      “สมองกลีบหน้า Prefrontal cortex / pfc ทำหน้าที่คิดระดับสูง ได้แก่ คิดวางแผน  ทำโครงงาน/โครงการ   คือ วางแผนและควบคุมการปฏิบัติให้สำเร็จตามแผน  เจริญเติบโตเด่นชัดเมื่ออายุ 11-25 ปี
                                        สมอง pfc ต้องทำงานร่วมกับอีกหลายสมองเป็นระบบ  สมอง pfc พัฒนาด้วยการทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา ( สมองแห่งพุทธ ณัชร สยามวาลา อัมรินทร์ ปริ้นติ้ง )
                                    ที่สำคัญคือสมอง Insula  ทำหน้าที่ระดับรู้ อารมณ์ระดับลึก ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ จึงเชื่อว่าเป็นศูนย์จริยธรรม  นับเป็นความพิเศษของสมอง  ที่พัฒนาสมองวางแผนทำงานร่วมกับสมองจริยธรรม ป้องกันมิให้คิดวางแผนไปโกงไป    พัฒนาสมองคิดระดับสูง  จึงต้องพัฒนาศูนย์จริยธรรมของสมองด้วย
                                         อย่างไรก็ตามนักประสาทวิทยากล่าวว่าสมองยังเป็น The last frontier ที่อยู่บนหัวเรา ที่เรายังไม่รู้อีกมาก  
                                     ศูนย์ภาษาของสมอง ชื่อ สมอง Wernicke' area  จะทำหน้าที่แปลงความคิดเป็นภาษาพูดและเก็บบันทึกไว้หรือความจำ  เมื่อมีข้อมูลความจำในเรื่องนั้นๆมากทำให้เกิดความพร้อมในการสื่อสารหรือพูดเล่า
                                      เมื่อนักเรียนต้องการเล่าถึงผลงาน ศูนย์ภาษาอีกสมองหนึ่ง ชื่อ Broca 'area  จะทำหน้าที่เรียกข้อมูลภาษาคืนจากสมอง Wernicke  ส่งออกไปสื่อสารทางปากโดยมีกล้ามเนื้อปากและลิ้นช่วยให้พูดชัด
                                    ความรู้เรื่องศูนย์ภาษาของสมองใช้มากในวงการแพทย์  ช่วยคนไข้ที่ศูนย์ภาษาของสมองใด้รับอันตราย/บาดเจ็บ  ทำให้คนไข้พูดไม่ได้  เช่น พวกอัมพฤกษ์  อัมพาต    หกล้มศรีษะข้างซ้ายฟาดพื้น  
                                    แต่สำหรับคนเป็นครูต้องเอาความรู้เรื่องศูนย์ภาษาของสมอง ไปประยุกต์เป็นวิธีสอนนักเรียน  นักศึกษาครู รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยงเด็ก
                                     ครูจึงต้องมีความรู้ เรื่องศูนย์ภาษาของสมอง   สอนหรือออกแบบกิจกรรมและกระตุ้นเป็น    
                                           นักวิชาการอังกฤษ   อเมริกาจึงเอามาพัฒนาเป็นเทคนิคการสอนแบบรับภาษาของสมอง  ทั้งภาษาแม่  ภาษาที่สองและภาษาตัวต่อไป        
                                     ดิฉันทำวิจัยเรื่องวิธีสอนที่กระตุ้น/พัฒนาสมองทุกวิชา ให้ศูนย์ต่างๆของสมองเรียนรู้และสร้างภาษา
                                     เมื่อเราจัดกิจกรรมกระตุ้นให้สมองรับรู้และคิด  หลายลักษณะ หลายมิติ   เรียนรู้มากๆ สมองนักเรียนก็จะเข้าใจ
                                            ศูนย์ภาษาพูดของสมองทำหน้าที่เรียนทุกภาษา    การสอนภาษา  คำพูด    ฟัง  ปัจจุบันครูจะไม่สอนพูด  ฟัง  เพราะถือว่าเด็กพูดฟังได้แล้ว   ยกเว้นเด็กในจังหวัดภาคใต้ที่ใช้ภาษายาวี   เด็กภาคเหนือที่ใช้ภาษากลุ่มชาวเขาและเด็กที่ใช้ภาษาเขมรในภาคอีสานตอนล่าง
                                        แต่ก็สอนผิดวิธี คือให้เด็กพูดตาม  พอเด็กพูดไม่ถูกก็แก้ไข  ทำให้เด็กไม่อยากพูด
                                       การสอนขั้นอ่านเขียนซึ่งเป็นการสอนสัญลักษณ์ของภาษา  ต้องใช้ทฤษฎีสัทศาสตร์และภาษาศาสตร์ Phonetics and Linguistics
                                       แต่หลักสูตรวิชาภาษาไทยไม่รู้เรื่องนี้  ใช้วิธีสอนที่เชื่อว่าอ่านออกคืออ่านถูก  อ่านไม่ถูกคืออ่านไม่ออก  เรียกว่า Language out of Neurology  ชื่อ ทฤษฎีพฤติกรรมทางภาษา The Audio Lingual habit Theory
                                        การศึกษาปฐมวัย อนุบาลสำคัญที่สุด  เพราะเป็นช่วงอายุที่สมองสามสมองกำลังเจริญเติบโตทั้งขนาดและการรับรู้ การคิดในอัตราที่สูงที่สุดของชีวิต  ประมาณ 80% ของผู้ใหญ่ปกติ   เหลืออีก 20% ที่จะพัฒนาต่อไปจนถึงวัยรุ่นและยังคงเรียนรู้พัฒนาตลอดชีวิต
                                   นักประสาทวิทยาค้นพบสมอง  3 สมอง ได้รับรางวัลโนเบิล และทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้โดยกระตุ้นพัฒนาสมองสามสมอง  คือ
                             1. P.Dr. Paul Maclean  ค้นพบสมอง 3 สมอง  The Triune Brain, Use it or lost it. ทำให้เกิดการปฏิวัติการดูแลทารกตั้งแต่ในครรภ์  การศึกษาระดับอนุบาล -ปฐมวัย ช่วงอายุ 0-8ปี เรียกว่า หน้าต่างโอกาสของชีวิต Window of opportunity
                             2 .P.Dr. Roger Sperry ค้นพบสมองซีกซ้าย/ขวา คือ สมอง Neocortex แบ่งเป็น ซีกซ้าย/ขวา   เขาตั้งชื่อว่า The Split Brain ,The Bilateral brain ทำหน้าที่ต่างกันแต่ทำร่วมกันตลอดเวลา
                             3 P.Dr. Howard Gardner  ประยุกต์การทำงานของสมองซีกซ้ายซีกขวา เรียกว่าพหุปัญญา8 ด้านทำให้ความเข้าใจสมรรถนะของสมองว่ามีหลายด้าน ไม่ใช่มีแต่ด้านเลขคณิตและภาษา 
                                   วิธีสอนจัดการเรียนรู้ พัฒนาสมองซ้ายขวาคือพหุปัญญา 8ด้าน ดูว่าเด็กนักเรียนมีด้านใด /เด่น  อาจมีหลายด้านก็ใด้   เช่น  ในหลวงร ๙ มีหลายด้านมาก พระองค์ท่านจึงเป็นอัจฉริยะ/ปัญญาเลิศ    ครูจะต้องออกแบบวิธีสอนและค้นหาว่าเด็กมีด้านใด
                             ดิฉันได้วิจัยวิธีสอน เรียกว่า 80:10:10 คือ ใน 1ชั่วโมง ครูทำอะไรบ้าง
                              1. ครูจัดกิจกรรมกระตุ้นให้สมองซีกซ้าย/ขวา   คิด /พหุปัญญา  ประมาณ 80% ของเวลาสอน1ชั่วโมง  นร.คิด และแสดงความคิดออกมาทางพหุปัญญา
                             2. ครูสื่อสารทางบวกทักษะฟังใจ  ใช้เวลาประมาณ10%ของเวลาสอน 1 ชั่วโมง
                             3. ครูใช้สันติวิธีจัดการความขัดแย้งและปัญหาระหว่างครูกับนักเรียนและการรังแก Bullying ระหว่างนักเรียนด้วยกัน
                                ครูต้องพูดสื่อสารทางบวก ทักษะฟังใจกับนักเรียนขณะสอน เพราะคำพูดทางบวกจะกระตุ้นให้สมองเปิดรับการเรียนรู้ทั้งวิชาการและจริยธรรม สร้างกำลังใจที่เข้มแข็ง เชื่อมั่น คิด ริเริ่มประพฤติปฏิบัติในทางที่ดี งามมีคุณธรรม จริยธรรม นำตนเองได้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร  ทำให้การเรียนรู้/การเรียนการสอนราบรื่น มีอุปสรรคไม่มากนัก
                              ในทางตรงข้าม คำพูดทางลบของครูกระตุ้นให้สมองปิดรับการเรียนรู้ทั้งมวล ใช้วิธีสอนอะไรก็ไม่ได้ผล  ทำให้นักเรียน โกรธ แค้น ดื้อ ต่อต้านครู คิดหาทางแก้แค้น แก้ลำสู้กลับ รวมหัวตั้งเก๊งเด็กเกเร  อันธพาล  นักเรียนเลว  บ่มเพาะพฤติกรรม ต่อต้านสังคม ก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงในครอบครัว สังคม ที่สาธารณะ
                               หากครู  นักวิชาการด้านการศึกษา ไม่มีความรู้เรื่องสมอง และ ไม่สามารถประยุกต์ ออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นการเรียนรู้  การคิด  กับวิชาต่างๆของหลักสูตรได้  คงจะสอนเนื้อหา ทำตามแบบเดิมต่อไป  การปฏิรูปหลักสูตรก็จะเป็นหมันในที่สุด(ต่อตอนหน้า)”
                         ****************************************

ข้อเขียนนี้ นำผมสู่เว็บไซต์ BrainFit   และเว็บไซต์ Whole Brain Axiom ของ อ. นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข  ที่ขอแนะนำด้วย

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ส.ค. ๖๗