เป็นการ AAR เมื่อวันที่ ๑ กันยายน หลังกลับมาเกือบ ๒ สัปดาห์    และหลังฟื้นจากโรคโควิด ที่เข้าใจว่าไปติดมาจากเดนมาร์ก   เพราะครูธีก็เป็นเหมือนกัน   และเริ่มมีอาหารก่อนผมหลายวัน   

ความประทับใจข้อแรกคือการเป็นสังคมไร้ชนชั้น    ผู้คนแต่งตัวออกนอกบ้านอย่างง่ายๆ แต่เป็นระเบียบ   ในโรงเรียนที่เราไปชมก็ทำนองเดียวกัน   มีวิธีเก็บโต๊ะ เก้าอี้ และของใช้อื่นๆ ให้เป็นระเบียบ    คือเขามีความประณีตอยู่ในวัฒนธรรม    แต่ไม่พิถีพิถันด้านการแต่งกาย    เป็นตัวอย่างความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศสังคมนิยม

สังคมแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ (trust society) เป็นความประทับใจข้อที่สอง    ตามด้วยความมีน้ำใจต่อกัน   แต่ก็เคารพในสิทธิ ไม่ล่วงละเมิดกัน   เรื่องนี้ท่านทูตอ้อมบอกเราตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง    และเราก็สังเกตเห็นจากการไปดูงาน   

สังคมจักรยาน  น่าจะส่งผลต่อความสะอาดของอากาศในทุกแห่งที่เราไป รวมทั้งกลางเมืองโคเปนเฮเกน   ที่อากาศบริสุทธิ์กว่าในกรุงเทพอย่างเทียบกันไม่ติด   และส่งผลให้รถไม่ติดด้วย   ที่นี้มีเลนจักรยานขนานไปกับถนนรถยนต์เสมอ    ส่วนใหญ่อยู่สองข้างถนน    บางที่อยู่ข้างเดียว เป็นเลนจักรยานชนิดมีสองเลนสวนกัน   ที่บริเวณแยก ดูจักรยานจะได้รับสิทธิเหนือรถยนต์    ผลที่สำคัญอย่างน่าจะได้แก่ทำให้ผู้คนได้ออกกำลังประจำวันและสุขภาพดี  ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ   

สังคม function มาก่อน form   ที่จริงคนเดนมาร์กเป็นนักออกแบบ    แต่ผมคิดว่าเขาเน้นออกแบบเพื่อ function เหนือกว่าเพื่อ form   หรือกล่าวใหม่ว่า ไม่เน้นสวยงาม โดยไม่คิดถึงการใช้งาน    เรื่องนี้เชื่อมโยงไปยังระบบการศึกษา    ที่เมื่อไปดูงาน ๔ โรงเรียนแล้ว    ไม่เห็นโรงเรียนใดติดป้ายโฆษณาโรงเรียนเลย ไม่ว่าในเรื่องใด  ป้ายชื่อโรงเรียนขนาดโตเด่นเป็นสง่า   ทาสีโรงเรียนให้ดูเด่น ไม่มีเลย   ไม่มีการโฆษณาว่ามีนักเรียนคนไหนไปสอบติดที่ไหน   

การไม่มีป้ายโฆษณาโรงเรียน  ทำให้ผมสันนิษฐานว่า เขารู้กันจากระบบข้อมูลในสังคมลึกๆ   การโฆษณาฉาบฉวยจึงไร้ความหมายในสังคมของเขา    สังคมเช่นนี้จึงไม่สูญเสียทรัพยากรไปกับเรื่องไร้สาระ   

ป้ายโฆษณาริมถนนก็ไม่มี    

โรงเรียนแห่ง leadership   ทุกโรงเรียนที่เราไปเยี่ยมชม ครูใหญ่เป็นผู้นำของโรงเรียน  เป็นผู้รับผิดชอบต่อคุณภาพของโรงเรียน   เป็น mentor ให้แก่ครูในโรงเรียน   ทีมงานในโรงเรียนทำงานแบบเรียนรู้และพัฒนาจากประสบการณ์การทำงาน    โดยเรียนรู้ร่วมกับผู้ปกครองด้วย    เมื่อเราชวนคุยเรื่อง bully   คำสนทนาที่ตามมาช่วยให้ผมตีความว่า เขามองปัญหาทุกเรื่องจากเด็ก เป็นประเด็นของการเรียนรู้และพัฒนา    ทั้งเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของเด็ก ครู และผู้ปกครอง   

โรงเรียนในเดนมาร์ก (ที่เราไปเยี่ยมชม) จึงเป็นชุมชนเรียนรู้  เพื่อการงอกงามและเติบโต   ภายใต้อุดมการณ์การเรียนแบบเล่นๆ แต่เอาจริง  (deliberative play)  หรือเรียนแบบเล่นเป็นฐาน (play-based learning)    เขาจึงมีศูนย์ (เรียนรู้และพักผ่อน) ชุมชน อยู่ทั่วทุกหัวระแหง    เพื่อกระใหม่ๆ ตุ้นการเรียนรู้อยู่ตลิดเวลา    เน้นที่การเรียนรู้นอกเวลาเรียน  และนอกบ้าน 

สังคมที่ให้ความสำคัญแก่เด็ก  เป็นข้อสังเกตจากการเดินทางไปที่ต่างๆ พบเด็กมากกว่าในประเทศไทย    และมีสนามเด็กเล่นอยู่ทั่วไป   น่าจะเกิดจากมาตรการระดับชาติที่ส่งเสริมให้คนมีลูก    ทั้งที่ให้แม่ลาหยุดเลี้ยงลูกได้ ๑ ปี    พ่อลาหยุดได้ ๓ เดือน  โดยได้เงินเดือนเต็ม    ถึงอายุเข้าโรงเรียน การศึกษาภาคบังคับก็ฟรีจริงๆ   ต่างจากบ้านเราที่คนมีการศึกษาไม่อยากมีลูกเพราะกลัวภาระในการเลี้ยงดู และการให้การศึกษา   เพราะการศึกษาคุณภาพของเราไม่ฟรีจริง   เราจึงมีเด็กเกิดลดลงฮวบฮาบ    

สังคม Play and Learn   เดนมาร์กเป็นต้นกำเนิดของเล่นแบบสร้างสรรค์ในโลก คือ Lego   ที่ช่างไม้พัฒนาตัวเองเป็นนักสร้างสรรค์ของเล่นเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของเด็กแบบ เรียนจากการสร้าง (การเรียนรู้ขาออก)   โดยมี Lego brick เป็นวัสดุก่อสร้าง แบบสร้างได้ไร้ขีดจำกัด    และมี platform ใหม่ๆ ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมได้อีกเรื่อยๆ โดยเสริมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น    

การมีศูนย์ชุมชนอยู่ในทุกหย่อมหญ้า เป็นกลไกสำคัญของการเป็นสังคม Play & Learn  

การมีโรงเรียนนานาชาติ คนละเป้าหมายกับโรงเรียนนานาชาติไทย   ของเราเพื่อให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง  ภาษาดี ได้เพื่อนดีๆ  อีกส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมไปเรียนต่อต่างประเทศ     ของเขาผมตีความว่า (ไม่ทราบว่าตีความถูกหรือผิด) โรงเรียนนานาชาติมีไว้เพื่อเด็กที่มาจากครอบครัวที่มี mobility สูง     เด็กย้ายมาจากต่างประเทศ หากเข้าโรงเรียนเดนมาร์กที่ใช้ภาษาแดนิช เด็กปรับตัวยาก   เรื่องนี้ผมตีความจากการไปดูงานที่โรงเรียนนานาชาติโอเดนซ์ ที่เป็นโรงเรียน hybrid    เวลานี้เขามีนักเรียนสายโรงเรียนนานาชาติ ๒๒๐ คน  เป็นเด็กเดนมาร์กเพียง ๕ คน   แต่ช่วงโควิดคนเดนมาร์กที่ทำงานต่างประเทศย้ายกลับบ้านกันมาก จึงพาลูกมาเข้าเรียน  ช่วงนั้นสายนานาชาติมีเด็กเดนมาร์กถึงร้อยละ ๓๗        

ในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ท่านทูตเอื้อยปรึกษาเรื่องสถานทูตต้องการเชิญนักการศึกษาเดนมาร์กไปทำกิจกรรมเพื่อหนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย    ในที่สุดก็ได้ข้อยุติว่า เชิญครูใหญ่และรองครูใหญ่ของ Viking International School คือคุณ Angelika Cullen  และคุณ Jenny Hudson Vismark มาร่วมกิจกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๗   โดยมีผู้อำนวยการและครูโรงเรียนเอกชนราวๆ ๑๕๐ คนมาร่วมเรียนรู้   

เท่ากับว่า การไปดูงานเพื่อเรียนรู้ที่เดนมาร์กคราวนี้ เราได้มีโอกาสนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแลกเปลี่ยนทำประโยชน์ให้แก่วงการศึกษาไทยทันทีหลังกลับมา     ผมเน้นที่การสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักว่า เราต้อง transform ระบบการศึกษาไทย

พอดีวันที่ ๓๑ สิงหาคม - ๑ กันยายน  มช. จัดประชุมรีทรีตที่กระบี่เรื่องมหาวิทยาลัยกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (ที่ผมไม่ได้ไปเพราะปัญหาติดโควิด)  ทำให้ผมใคร่ครวญเรื่องระบบสังคมกับความยั่งยืน    เทียบเดนมาร์กกับไทย    เห็นได้ชัดเจนว่า ไทยเราสิ้นเปลืองไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องไปมากมาย   อย่างการเมืองในปัจจุบันก็บั่นทอนโอกาสพัฒนาสังคม และความยั่งยืนไปมาก    คอร์รัปชั่นที่ไม่มีรัฐบาลไหนแก้ตก (หากไม่ทำเสียเอง) ก็เป็นตัวบั่นทอนอย่างมาก   วัฒนธรรมแต่งตัวให้ดูดีทั้งคน อาคาร และองค์กร ก็สิ้นเปลีองโดยใช่เหตุไปมาก เป็นต้น             

วิจารณ์ พานิช 

๑ ก.ย. ๖๗