เรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด
สำนักงานสภา มช. ขอบทความที่เคยลงใน Gotoknow ไปลงจดหมายข่าว จัด artwork อย่างสวยงาม จึงนำมาลงไว้
เล่าสู่กันฟัง
เรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection)
การสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ระดับสูง (Mastery Learning) และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ที่เป็นมิติสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อการมีชีวิตที่ดีในโลกที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบคาดเดายาก
เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้แบบครบทุกมิติ/รอบด้าน (Holistic Learning) ไม่เฉพาะด้านค่านิยมเท่านั้น
ความเห็นของปัญญาประดิษฐ์
ผมถาม Generative AI Gemini ว่า “การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) มีหลักการและขั้นตอนอย่างไร และใช้ในการฝึกเพื่อพัฒนาค่านิยม (Values) ได้อย่างไร โปรดให้คำแนะนำการใช้ในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย”
ซึ่งผมก็ได้รับคำตอบที่ดีมาก ดังต่อไปนี้
การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) เป็นกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เพื่อตรวจสอบความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และสมมติฐานของตนเอง กระบวนการนี้ช่วยให้เราเข้าใจตนเอง โลกรอบตัว และประสบการณ์ของเราได้ดีขึ้น หลักการสำคัญของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด มีดังนี้ :
- มีจุดมุ่งหมาย : การสะท้อนคิดควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรตั้งคำถามว่าเราต้องการเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นี้
- เปิดใจ : เราต้องเปิดใจรับมุมมองที่แตกต่างและท้าทายความคิดของเราเอง
- ซื่อสัตย์ : เราต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและความคิดของเรา
- มีสติ : เราต้องมีสติสัมปชัญญะในขณะที่สะท้อนคิด
- มีระบบ : เราควรใช้กระบวนการที่เป็นระบบในการสะท้อนคิด
ขั้นตอนของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด มีหลายโมเดลสำหรับการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด โมเดลหนึ่งที่ได้รับความนิยม คือ โมเดลของ John Dewey โมเดลนี้มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ :
- ประสบการณ์ : อธิบายประสบการณ์ที่คุณต้องการสะท้อนคิด
- การวิเคราะห์ : วิเคราะห์ประสบการณ์ ระบุประเด็นสำคัญ
- การตีความ : ตีความความหมายของประสบการณ์
- การประเมินผล : ประเมินผลประสบการณ์
- การดำเนินการ : ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป
การใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเพื่อพัฒนาค่านิยม การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถใช้เพื่อพัฒนาค่านิยมในเด็กและเยาวชนไทยได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น :
- ช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าใจค่านิยมของตนเอง : เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิด เพื่อสำรวจความเชื่อของตนเองและเข้าใจว่าค่านิยมเหล่านั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของพวกเขาอย่างไร
- ช่วยให้เด็กและเยาวชนพัฒนาค่านิยมใหม่ ๆ : เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิด เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับค่านิยมใหม่ ๆ และพิจารณาว่าค่านิยมเหล่านั้นเหมาะสมกับตนเองหรือไม่
- ช่วยให้เด็กและเยาวชนตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม : เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิด เพื่อประเมินสถานการณ์ทางจริยธรรมและตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร
คำแนะนำการใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย
สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย : เด็กและเยาวชนควรรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความคิดและความรู้สึกของพวกเขา โดยไม่ต้องกลัวการตัดสิน
สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนตั้งคำถาม : เด็กและเยาวชนควรได้รับการสนับสนุนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมของตนเองและค่านิยมของผู้อื่น
ช่วยให้เด็กและเยาวชนเชื่อมโยงค่านิยมกับการกระทำ : เด็กและเยาวชนควรได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจว่าค่านิยมของพวกเขาส่งผลต่อพฤติกรรมของพวกเขาอย่างไร
- ใช้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม : เด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม โดยใช้เรื่องราวและสถานการณ์
ในชีวิตจริง เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจแนวคิดเรื่องการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด - อดทน : การพัฒนาค่านิยมต้องใช้เวลา อดทนและสนับสนุนเด็กและเยาวชนในขณะที่พวกเขาเรียนรู้และเติบโต
“การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับเด็กและเยาวชน ช่วยให้พวกเขาเข้าใจตนเอง พัฒนาค่านิยม และตัดสินใจเชิงคุณธรรม”
ผมลองถาม Copilot ด้วยคำถามเดียวกัน ซึ่งได้คำตอบว่า การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลสามารถทบทวนและวิเคราะห์ประสบการณ์ของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาความเข้าใจและค่านิยม หลักการและขั้นตอนของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด มีดังนี้ :
- ประสบการณ์รูปธรรม (Concrete Experience) : การมีประสบการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นจริง
- การไตร่ตรอง/การสะท้อนคิด (Reflective Observation) : การทบทวนและคิดเกี่ยวกับประสบการณ์นั้น
- การสรุปเป็นหลักการนามธรรม (Abstract Conceptualization) : การสรุปความหมายและหลักการจากประสบการณ์
- การทดลองปฏิบัติจริง (Active Experimentation) : การนำหลักการที่ได้มาทดลองใช้ในสถานการณ์ใหม่1
การใช้กระบวนการนี้ในการฝึกเพื่อพัฒนาค่านิยมในเด็กและเยาวชนไทย สามารถทำได้โดย :
- การสร้างสถานการณ์หรือกิจกรรม : ให้เด็กและเยาวชนได้มีประสบการณ์จริง เช่น การทำงานกลุ่ม การเข้าร่วมโครงการจิตอาสา หรือการแก้ไขปัญหาในชุมชน เป็นต้น
- การสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็นและแบ่งปัน : หลังจากกิจกรรม ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ของตน
- การวิเคราะห์และสะท้อนคิด : ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้วิเคราะห์และสะท้อนคิดถึงสิ่งที่เรียนรู้ รวมถึงค่านิยมที่ได้จากประสบการณ์นั้น
- การนำไปปรับใช้ : สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนนำความเข้าใจและค่านิยมที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ใหม่ ๆ
ผมขอย้ำเอกสารอ้างอิงที่ Copilot ให้ไว้ คือ (1) ที่มีการนำเสนอนิยามของ การสะท้อนคิด ไว้อย่างเป็นวิชาการ โดยนักวิชาการศึกษาไทย
และผมได้ถามใน ChatGPT ในคำถามเดียวกัน ซึ่งได้คำตอบว่า การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการสำรวจและการทบทวนความคิดเห็น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความรู้ และมุมมองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนหลักในการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอน ดังนี้ :
- จำแนกประสบการณ์ : การตรวจสอบและจำแนกประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจเหตุผลและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
- วิเคราะห์และทบทวน : การวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นหรือการมองเห็นของตนเอง โดยมุ่งที่การแบ่งปัจจัยสำคัญและตามเหตุผลที่มี
- สรุปและการแก้ไข : ขั้นตอนสุดท้าย จะเน้นการสรุปสิ่งที่ได้สะท้อนคิดและการหาทางแก้ไขหรือแก้ปัญหาที่พบ
การใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเพื่อพัฒนาค่านิยม สามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้และการเติบโตทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถช่วยให้เด็กและเยาวชนได้รับทักษะในการจัดการกับสถานการณ์ที่แตกต่าง สร้างการเข้าใจและเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์จริง เช่น การให้เชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันกับความรู้ทฤษฎีที่เรียนรู้ และส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและสร้างความตั้งใจที่ดีในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด เป็นเครื่องมือเรียนรู้ในมิติที่ลึกที่ทำให้เกิดการคิดขั้นสูง โดยการตีความประสบการณ์ที่ตนเองได้เป็นผู้กระทำหรือร่วมกระทำ
สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ระดับสูง
การเรียนรู้ระดับสูง (Mastery Learning) คือ การเรียนรู้ที่ให้ผลในลักษณะที่ผู้เรียนนำเอาความรู้หรือสมรรถนะนั้น ๆ ไปใช้ได้โดยไม่ต้องคิด หรืออย่างเป็นอัตโนมัติ ดังเสนอไว้ในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่จะช่วยหนุนให้เกิดผลดังกล่าวได้ ผู้เรียนต้องฝึกนำความรู้ไปปฏิบัติแล้วสะท้อนคิดตามที่ระบุในหนังสือหน้า 168 – 169 คือ ทั้งสะท้อนคิดตามขั้นตอนการปฏิบัติและสะท้อนคิดตรวจสอบระดับคุณภาพของผลงาน
จะเห็นว่าการสะท้อนคิดไม่เพียงเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ค่านิยมที่ดีหรือการเรียนรู้คุณธรรมเท่านั้น ยังเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ทุกมิติ เพื่อผลการเรียนรู้ระดับสูงหรือรู้จริงในทุกด้าน
สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง
การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง (Transfer Learning) เป็นการเรียนรู้ในระดับที่เอาความรู้หรือทักษะนั้นไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้ มีรายละเอียดในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง ที่ไม่ได้เอ่ยถึงการสะท้อนคิดโดยตรง แต่ในหน้า 321 แนะนำ “12 คำถามชั้นยอดสำหรับครูใช้คุยกับศิษย์” เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์สะท้อนคิดนั่นเอง
ผมตีความว่า การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกันกับการเรียนรู้เพื่อพัฒนา “ทักษะแห่งอนาคต” (Future Skills) หรือสมรรถนะอนาคต หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Transferable Skills นั่นเอง และการสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะนี้
สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) เป็นการเรียนรู้ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่าและโลกทัศน์ของผู้เรียน มีรายละเอียดในหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ที่ระบุว่ามี 6 ปัจจัยหลัก
ที่นำสู่ Transformative Learning อยู่ที่หน้า 17 และในบทที่ 11 (หน้า 111 – 120) เป็นเรื่อง Critical Reflection ในสังคมทุนนิยมระบุว่า การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดต้องสะท้อนคิดสู่สมมติฐาน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนทัศน์ (2) ด้านการกำหนดกติกา และ (3) ด้านความเป็นเหตุเป็นผล จะเห็นว่าค่านิยมศึกษาเป็นเรื่องเดียวกันกับการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
สอนเสวนาหนุนการสะท้อนคิด
สอนเสวนาแปลมาจากคำว่า Dialogic Teaching คือ สอนให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการสานเสวนา (Dialogue) ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน เพื่อให้การพูดและฟังหลากหลายรูปแบบกระตุ้นความคิด ซึ่งควรเป็นการคิดแบบสะท้อนคิด
ในหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก บทที่ 13 (หน้า 172 – 173) ระบุ 15 ดัชนีบอกความเป็นการสอนเสวนาที่ดี ข้อ 5 “ปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนคิด และคิดหลากหลายแบบ” ผมขอเพิ่มเติมว่า “เน้นที่การคิดแบบสะท้อนคิด (Reflection)”
การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้สู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับบนของ Bloom’s Taxonomy of Learning เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยฉุดคุณภาพการเรียนรู้ในระบบการศึกษาไทยจากหล่มการเรียนรู้ระดับตื้น สะท้อนโดยผลการทดสอบ PISA และเป็นเครื่องมือสำคัญของค่านิยมศึกษา รวมทั้งจะช่วยให้ผู้เรียนมีสมรรถนะของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Skills) ที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

ขอบพระคุณครับ ที่ผมได้ร่วมเรียนรู้แม้ในวัยปลาย 70 แล้วก็ยังชอบ …วิโรจน์ ครับ
I can see a lot of thinking (by/from older age points of view) have crystalized into reflections for children’s learning. I am wondering if children’s learning and experiences are being manipulated (in much the same way as our experiences are being manipulated by social media and AI systems) to fit this range of reflection (as of experts and AI systems, which learn from experts’ discourse).
I think the ability to reflect depends on experience. A limited range of experiences may limit range and variety of reflection. How would children learn a range of ‘experiences’ so that they could improve ability to reflect - for themselves?
แก้ว มีโอกาสได้ไปสอนหลาน ป 1
พยายามหาวิธีสอนหลานอย่างไรให้เข้าใจและนำมาใ้ชในชีวิตประจำวันได้
สังเกตได้ว่า เวลาถาม หลานจะตอบได้
เวลาไปทำข้อสอบ ยังอ่านหนังสือไม่ออกทั้งหมด ทำให้ตอบผิด
ดังนั้นก่อนอื่นจะต้องสอนให้อ่านหนังสือได้และเข้าใจค่ะ
I agree that reading and writing are foundation of learning (more from recorded knowledge). But I would put sensory experience out in the front row. Because a lot of learning is not in print, but deeper in memory (and the brain). We can read a lot about self respect but a little event experienced in a few seconds can stamp self respect on a person, for life.
Shouldn’t we look deeper into providing (right and safe) experiences in schools?