ปีฐชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. ปีฐชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๓๗)
ว่าด้วยเศรษฐีถวายตั่งตามตระกูล
(เศรษฐีกรุงพาราณสีได้กล่าวกับดาบสโพธิสัตว์ว่า)
[๑๔๕] ข้าพเจ้ามิได้ถวายตั่ง น้ำดื่ม และโภชนาหารแด่พระคุณเจ้า ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ขอพระคุณเจ้าจงยกโทษให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นโทษนั้นอยู่
(พระดาบสโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๔๖] อาตมามิได้ติดใจ มิได้โกรธเคือง และมิได้มีความไม่พอใจแม้แต่น้อย อนึ่ง แม้อาตมาก็ยังคิดคำนึงในใจอยู่ว่า หน้าที่ในตระกูลเป็นเช่นนี้แน่นอน
(เศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๔๗] พวกข้าพเจ้าถวายอาสนะ น้ำดื่ม และน้ำมันทาเท้า ทุกสิ่งทุกเมื่อ นี้เป็นหน้าที่ในตระกูลครั้งปู่ย่าตายายของข้าพเจ้า
[๑๔๘] พวกข้าพเจ้าบำรุงสมณะและพราหมณ์โดยเคารพ ในกาลทุกเมื่อเหมือนญาติผู้ใหญ่ นี้เป็นธรรมในตระกูลครั้งบิดาและปู่ของข้าพเจ้า
ปีฐชาดกที่ ๗ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ปีฐชาดก
ว่าด้วย ธรรมในสกุล
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นจากชนบทไปยังพระเชตวัน เก็บบาตรจีวร ถวายบังคมพระศาสดา แล้วถามสามเณรหนุ่มๆ ว่า อาวุโส ในนครสาวัตถี ใครอุปการะภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย พวกสามเณรหนุ่มกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านเหล่านี้ คืออนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีและวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้อุปการะภิกษุสงฆ์ ดำรงอยู่ในฐานะเป็นบิดามารดา. ภิกษุนั้นรับคำว่า ดีแล้ว.
ในวันรุ่งขึ้น ได้ไปยังประตูบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แต่เช้าตรู่ ในเวลาที่ภิกษุแม้รูปเดียวยังมิได้เข้าไป. เพราะภิกษุนั้นไปยังไม่ถึงเวลา ใครๆ จึงไม่แลเห็น ภิกษุนั้นไม่ได้อะไรๆ จากที่นั้น จึงไปยังประตูเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา แม้ที่บ้านของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น เธอก็ไม่ได้อะไรๆ เพราะไปเช้าเกินไป. ภิกษุนั้นจึงเที่ยวไปในบ้านนั้นๆ แล้วกลับมาใหม่ ไปถึงเมื่อเขาเลี้ยงข้าวยาคูเสร็จแล้ว จึงเที่ยวไปในที่นั้นๆ แม้อีก เมื่อเขาเลี้ยงภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงได้ไปถึง.
ภิกษุนั้นจึงกลับไปยังวิหาร เที่ยวกล่าวดูหมิ่นตระกูลเหล่านั้นว่า ตระกูลทั้งสองไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใสเลย. แต่ภิกษุเหล่านี้บอกว่ามีศรัทธา มีความเลื่อมใส.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุชาวชนบทรูปโน้นไปสู่ประตูของตระกูลก่อนกาลเวลา เมื่อไม่ได้ภิกษา จึงเที่ยวดูหมิ่นตระกูลทั้งหลาย.
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า จึงรับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามว่า เรื่องนี้ จริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุไร? เธอจึงโกรธ ในปางก่อนครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น แม้ดาบสทั้งหลายไปสู่ประตูสกุล ไม่ได้ภิกษาก็ยังไม่โกรธเลย แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี.
พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกสิลา ในกาลต่อมา ได้บวชเป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศช้านาน เพื่อต้องการจะบริโภครสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปถึงนครพาราณสี อยู่ในพระราชอุทยานนั่นเอง.
วันรุ่งขึ้น จึงเข้าไปภิกษายังพระนคร. ในกาลนั้น พาราณสีเศรษฐีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส. พระโพธิสัตว์ถามว่า เรือนของตระกูลไหนมีศรัทธา ได้ฟังว่า เรือนของเศรษฐี จึงได้ไปยังประตูเรือนของเศรษฐี ขณะนั้น เศรษฐีไปเฝ้าพระราชาแล้ว ฝ่ายคนทั้งหลายก็ไม่เห็นพระโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์จึงได้กลับไป.
ลำดับนั้น เศรษฐีนั้นกำลังออกจากราชสกุลได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงไหว้แล้วรับเอาภาชนะภิกษานำไปเรือน นิมนต์ให้นั่งแล้วให้อิ่มหนำสำราญด้วยการล้างเท้า การทาน้ำมัน ข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้น ในระหว่างภัต ไม่ถามเหตุอะไรๆ พอพระโพธิสัตว์กระทำภัตตกิจแล้ว จึงไหว้ ไปนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยาจกหรือสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม ชื่อว่าผู้มายังประตูเรือนของข้าพเจ้าแล้ว ขึ้นชื่อว่าไม่เคยได้สักการะและสัมมานะแล้วไปเสียย่อมไม่มี แต่วันนี้ ท่านไม่ได้ที่นั่ง น้ำดื่ม การล้างเท้า หรือข้าวยาคูและภัตเลยไปแล้ว เพราะเด็กๆ ของข้าพเจ้าไม่เห็นท่าน นี้เป็นโทษของข้าพเจ้า ท่านควรอดโทษนั้นแก่ข้าพเจ้า.
แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ตั้ง น้ำดื่ม และโภชนาหารแก่ท่าน ขอท่านผู้เป็นพรหมจารี จงอดโทษแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นโทษอยู่อย่างนี้
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
อาตมภาพมิได้เกาะเกี่ยวอะไรเลย ไม่ได้นึกโกรธเคืองเลย แม้ความไม่ชอบใจอะไรๆ ของอาตมภาพก็ไม่มีเลย ที่จริง อาตมภาพยังมีความคาคคะเนอยู่ในใจว่า ธรรมของสกุลนี้จักเป็นเช่นนี้แน่.
เศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ที่นั่ง น้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้าทุกอย่างนี้ ข้าพเจ้าให้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นธรรมในสกุล เนื่องมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ.
ข้าพเจ้าบำรุงสมณพราหมณ์โดยเคารพ ดุจญาติผู้สูงสุด นี้เป็นธรรมในสกุล เนื่องมาจากปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ.
ก็พระโพธิสัตว์อยู่ในที่นั้นแสดงธรรมแก่พาราณสีเศรษฐีอยู่ ๒-๓ วัน แล้วกลับไปยังหิมวันตประเทศตามเดิม ได้ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วประกาศสัจจะ ทรงประชุมชาดกว่า ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
พาราณสีเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปีฐชาดกที่ ๗
-----------------------------------------------------