ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้นำ

ราโชวาทชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. ราโชวาทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๓๔)

ว่าด้วยดาบสถวายโอวาทแด่พระราชา

             (ดาบสโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)

             [๑๓๓] เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

             [๑๓๔] ในหมู่มนุษย์ ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

             [๑๓๕] เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

             [๑๓๖] ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข

ราโชวาทชาดกที่ ๔ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ราโชวาทชาดก

ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้นำ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภราโชวาท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งใน สกุณชาดก
               ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้พระราชาครั้งแต่ก่อน ทรงสดับถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์ไปแล้ว อันพระราชาทรงอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วเรียนศิลปะทั้งปวงเสร็จแล้ว บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในหิมวันตประเทศอันน่ารื่นรมย์.
               ในกาลนั้น พระราชาทรงรังเกียจโทษ มิใช่คุณความดี ทรงพระดำริว่า ใครๆ ผู้กล่าวโทษใช่คุณของเรา มีอยู่หรือ จึงทรงแสวงหาอยู่ มิได้พบเห็นใครๆ ผู้มักกล่าวโทษของพระองค์ทั้งในอันโตชนและพาหิรชน ทั้งในพระนครและนอกพระนคร ทรงพระดำริว่า ในชาวชนบทจะเป็นอย่างไรบ้าง จึงปลอมพระองค์ เสด็จเที่ยวไปตามชนบท แม้ในชนบทนั้น ก็มิได้ทรงเห็นคนผู้กล่าวโทษ ได้ทรงสดับแต่คำสรรเสริญคุณของพระองค์นั้น จึงทรงดำริว่า ในหิมวันตประเทศจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเสด็จเข้าไปยังป่าเที่ยวไปจนถึงอาศรมของพระโพธิสัตว์ ทรงอภิวาทพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ทรงทำปฏิสันถารแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์นำผลนิโครธสุกจากป่ามาบริโภค. ผลนิโครธสุกเหล่านั้นหวานมีโอชะ มีรสเสมอด้วยจุรณน้ำตาลกรวด. พระโพธิสัตว์นั้นทูลเชิญพระราชา แล้วทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก เชิญท่านบริโภคผลนิโครธสุกนี้ แล้วดื่มน้ำ. พระราชาทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว ตรัสถามพระโพธิสัตว์ ว่า
               ท่านผู้เจริญ เพราะอะไรหนอ ผลนิโครธสุกนี้ จึงหวานดีจริง.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก พระราชาทรงครองราชสมบัติโดยธรรม โดยเสมอ เป็นแน่ เพราะเหตุนั้นแหละ ผลนิโครธสุกนั้น จึงหวาน.
               พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ในเวลาที่พระราชาไม่ดำรงอยู่ในธรรม ผลนิโครธสุกย่อมไม่หวานหรือหนอ.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า ใช่ ท่านผู้มีบุญมาก เมื่อพระราชาทั้งหลายไม่ดำรงอยู่ในธรรม น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี รากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้นก็ดี ย่อมไม่หวาน หมดโอชะ.
               อีกอย่างหนึ่ง มิใช่สิ่งเหล่านี้อย่างเดียว แม้รัฐทั้งสิ้นก็หมดโอชะ ไร้ค่า แต่เมื่อพระราชาทั้งหลายนั้นทรงดำรงอยู่ในธรรม แม้สิ่งเหล่านั้นก็ย่อมหวานมีโอชะ รัฐแม้ทั้งสิ้นก็ย่อมมีโอชะเหมือนกัน.
               พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญคงจักเป็นอย่างนั้น ทรงไม่ให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชาเลย ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จไปยังนครพาราณสี ทรงดำริว่า จักทดลองทำตามคำของพระดาบส จึงทรงครองราชสมบัติโดยไม่เป็นธรรม. ทรงดำริว่า จักรู้ความจริงในบัดนี้ จึงให้เวลาล่วงไปเล็กน้อยแล้ว เสด็จไปที่สำนักของพระโพธิสัตว์นั้นอีก ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นแหละ แล้วได้ถวายผลนิโครธสุกแก่พระราชานั้น ผลนิโครธสุกนั้นได้มีรสขมแก่พระราชานั้น พระราชาทรงรู้สึกว่าไม่มีรสหวาน จึงถ่มทิ้งพร้อมกับเขฬะ แล้วกล่าวว่า ขม ท่านผู้เจริญ.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก พระราชาจักไม่ทรงประพฤติธรรมเป็นแน่ เพราะในกาลที่พระราชาทั้งหลายไม่ทรงประพฤติธรรม สิ่งทั้งหมดตั้งต้นแต่ผลาผลในป่า ย่อมหารสหาโอชะมิได้
               แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายคด เมื่อโคผู้นำฝูงว่ายคดอย่างนี้ โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายคดไปตามกัน.
               ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ประพฤติไม่เป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชาผู้เป็นใหญ่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นทุกข์ทั่วกัน.
               ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามไปตรง เมื่อโคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามไปตรงอย่างนั้น โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายข้ามไปตรงตามกัน.
               ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติเป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ย่อมประพฤติเป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นสุขทั่วกัน.
               พระราชาทรงสดับธรรมของพระโพธิสัตว์ จึงให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเองกระทำผลนิโครธสุกให้หวาน แล้วได้ทำให้ขม บัดนี้ จักกระทำให้หวานต่อไป แล้วทรงไหว้พระโพธิสัตว์ เสด็จกลับพระนครครองราชสมบัติโดยธรรม ได้ทรงกระทำสรรพสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติตามเดิม.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
               ส่วนดาบสได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาราโชวาทชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------