เมื่อคืนค้างที่ Bogehus B&B กลางทุ่งเมือง Billund ที่ปรับปรุงจาก Farmhouse โดยมีเพื่อน ๑ ตัว เป็นแมลงวันตัวโต ห้องพักง่ายๆ ไม่หรูหรา แต่ก็นอนสบาย ตื่นขึ้นมาทำงานได้ด้วย วันนี้ไปดูงานทั้งเช้าและบ่าย กลับโคเปนเฮเกนตอนเย็น
ตื่นเช้าออกไปเดินชมทุ่งสองรอบ คือรอบไม่มีแดด กับรอบเริ่มมีแดด เป็นทุ่งนาข้าวบาร์เลย์ Boghus ใช้ไฟปั่นเอง ด้วยกังหันลม รั้วบ้านทำด้วยหิน ที่น่าจะเก็บมาจากพื้นที่โดยรอบ และมีโรงเล็กๆ ที่ผนังเป็นแผงหินก้อนตรงหน้าบ้านดูไกลๆ คือว่าเป็นท่อนฟืน สายหน่อยมีรถแล่นผ่านหน้าบ้านเป็นระยะๆ ถนนอยู่ในสภาพดี กินอาหารเช้าเสร็จก็ออกไปที่ Lego House ที่เปิด ๙ น.
Lego House
เข้าชม ๑๐ - ๑๒ น. กินอาหารเที่ยงที่คาเฟทีเรีย (๑) ได้เห็นสถานบริการเล่นเพื่อความสนุกและเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว ที่บูรณาการทฤษฎีและเทคโนโลยีการเรียนรู้ มีการพัฒนาต่อเนื่องไม่สิ้นสุดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เริ่มจากการผลิตของเล่นทำด้วยไม้
เขาบูรณาการความรู้ว่าด้วยการเรียนรู้ของเด็กจากการเล่น สู่การพัฒนาของเล่นที่กระตุ้น ๔ ด้าน คือ ความสร้างสรรค์ ความคิด อารมณ์ และทักษะทางสังคม โดยจัดสถานที่ออกเป็น ๔ โซนตามเป้าหมายทั้ง ๔ ที่ผมเถียงว่า ที่จริงแต่ละโซนกระตุ้นครบทั้ง ๔ เป้าหมาย และยังกระตุ้นทักษะหรือการเรียนรู้อย่างอื่นด้วย
ห้องของแต่ละโซน มีพื้นต่างสี ดังนี้
- โซนพื้นสีแดง ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ Creative lab, Lego brick builder, Library เป็นโซนสร้างสรรค์
- โซนสีน้ำเงิน ประกอบด้วย Test driver, Build the change, Robo lab เป็นโซนร่วมมือ
- โซนสีเขียว ประกอบด้วย Character creator, World explorer, Story lab เป็นโซนพัฒนาบุคลิก
- โซนสีเหลือง ประกอบด้วย Mood mixer, Flower artist, Fish designer เป็นโซนพัฒนาทักษะทางอารมณ์
ผมเดินลงบันไดลงไปชั้นล่างสุด เพื่อชมการจัดแสดงประวัติของเลโก้ จึงรู้ว่าเริ่มปี ๒๔๗๕ จากอาชีพช่างไม้ทำของเด็กเล่น แต่ความสร้างสรรค์ และวิญญาณผู้ประกอบการของตระกูล นำสู่การพัฒนาบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ที่เวลานี้นำโดยทายาทรุ่นที่สาม อ่านประวัตินี้ได้ที่ (๒)
หัวใจคือ เป็นการเสนอชิ้นส่วน (Lego brick) ให้เด็ก (และผู้ใหญ่) สร้างของเล่น หรือผลงานของตัวเอง แสดงว่าเจ้าของและทีมงานบริษัทเลโก้ จับหลักการ “การเรียนรู้ขาออก” ได้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ โดยแทนที่จะขายของเล่นสำเร็จรูป กลับขาย “ชิ้นส่วนประกอบของเล่น” (Lego bricks) ที่เป็น “อิฐ” ที่สวมเข้ากันได้ และปลดออกสร้างใหม่ได้ ต่อมาก็มีชิ้นส่วนที่ช่วยให้ประกอบสิ่งของได้อย่างไม่จำกัด แถมยังเคลื่อนไหวได้ และต่อมาก็มีระบบไอทีช่วยให้สิ่งของที่ประดิษฐ์ขึ้นทำ “กิจกรรมเสมือน” (virtual activity) ได้ ดังกรณีที่ผู้เข้าไปเล่นที่ Lego House สร้างปลา เอาไปว่ายบนจอ LCD ได้
ผมอุตส่าห์ถ่ายรูปประวัติพัฒนาการของเลโก้ โดยใช้เวลามาก กลับมาค้นที่บ้าน พบว่ามีอยู่ใน (๒) เป็นอย่างดี และพบว่า ทายาทรุ่นที่สองเป็นผู้คิด Lego System in Play ขึ้นในปี ๒๔๙๘ ที่สร้างตัวตนของเลโก้ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน โปรดเข้าไปอ่านเรื่องราวของการคิด Lego System in Play ได้ จะเห็นว่ามาจากปฏิสัมพันธ์กับนักธุรกิจด้านของเด็กเล่นที่ตั้งประเด็นท้าทายขึ้นในนิทรรศการของเด็กเล่นที่ลอนดอนในปี ๒๔๙๗ การได้โจทย์นำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดนำสู่การสร้างสรรค์ Lego System in Play ของทายาทรุ่นที่สอง
การได้รับประเด็นท้าทาย และนำมาคิดสร้างสรรค์ คือโอกาสในชีวิตของมนุษย์ แต่เรามักปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป รวมทั้งชีวิตของผมด้วย
การคิดเชิงระบบ นำสู่ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มบริษัทเลโก้ ตาม วิดีทัศน์นี้
ทายาทรุ่นที่สาม นำเลโก้ เชื่อมโยงสู่การพัฒนาโลกให้ยั่งยืน ผ่าน inclusive and equitable quality education ผมขอเชิญชวนให้เข้าไปชมเว็บไซต์ของเลโก้ ท่านจะได้เรียนรู้วิธีคิดที่เชื่อมโยงการเล่นกับการเรียน ผมได้เข้าใจว่า ระบบการศึกษาของเดนมาร์กที่เน้น play-based learning ทั้งประเทศนั้น มีปัจจัยหนุนต่อเนื่องมายาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมของเล่นเด็ก
มีผู้แนะนำวิธีไปเล่นในพื้นที่ต่างๆ ของ เลโก้เฮ้าส์ ที่ (๓)
Odense International School (๔)
ค่ำช่วงวันที่ ๙ สิงหาคม ผมให้ Gemini ช่วยให้ผมทำความรู้จักโรงเรียนนี้ ได้รู้ว่าเป็นโรงเรียนแรกในโลกที่บูรณาการ design thinking เข้าในหลักสูตร
เป็นโรงเรียนเอกชน ไม่แสวงผลกำไร เหมือนรุ่งอรุณ
ข้างบนนั้น เขียนก่อนไปเยี่ยมชม
ตอนบ่าย เราเดินไปโรงเรียนจากหน้าศาลากลางจังหวัด ราวๆ ๑๕ นาที โดยท่านทูตอ้อมนำไป ดูจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นโรงเรียน บุคลิกของสถานที่แตกต่างจากโรงเรียนไทยโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่อาคารสีฉูดฉาดป้ายชื่อใหญ่ บริเวณกว้างขวางเอาไว้อวด ไม่มีป้ายอวดผลสำเร็จของนักเรียน ไม่มีป้ายโฆษณาโรงเรียนใดๆ ทั้งสิ้น เป็นอาคารเหมือนอาคารข้างเคียง ที่เมื่อเข้าไปก็ยังไม่บอกความเป็นโรงเรียน ต้องเข้าไปที่ห้องเรียน จึงรู้
ความเป็นโรงเรียนอยู่ที่อุดมการณ์และกระบวนการ ที่เด็กได้รับการกล่อมเกลาด้านวิชาการ กับด้านความเป็นมนุษย์ ครึ่งต่อครึ่ง ด้วยวิธีการที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือเด็กสร้างสิ่งที่เรียนใส่ตัวเองผ่านการเรียนรู้ขาออก ที่เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
เป็นโรงเรียนใหญ่ นักเรียน ๗๐๐ ครู ๗๐ นักเรียนสาย international 220 เน้น meta-skills ของครู
ที่จริงแล้วโรงเรียนนี้เป็น “โรงเรียนลูกครึ่ง” (hybrid school) คือมีทั้งสาย Danish School และ International School อยู่ด้วยกัน นักเรียนเรียนแยกกันในห้องเรียน แต่ทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน เวลาเช้า “เคารพธง” ร่วมกัน ๓๐ นาที โดย “ธง” ในที่นี้คือเป้าหมายของการเรียนรู้ (ผมคิดเอาเอง) และตอนเย็นก่อนเลิกเรียน ก็ไปร่วมกิจกรรมก่อนเลิกเรียนร่วมกัน เพื่อสร้างจิตวิญญาณ Odense International School โดยครูใหญ่ไปร่วมทุกครั้ง
โรงเรียนนี้ก่อตั้งปี 1870 เป็น Danish Private School ส่วน International Cambridge System เพิ่งเริ่มปี 2011 โดยครูใหญ่ท่านปัจจุบันเป็นผู้ริเริ่ม
ทั้งโรงเรียนไม่มีหลักสูตรตายตัว ไม่มีสายการบังคับบัญชา มีแต่ระบบ mentoring และเวลานี้ป็น Learning Organization คือครูใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญการเรียนการสอน และทำหน้าที่ฝึกครู หรือจัดการเรียนรู้จากการทำงานให้แก่ครู ข้อเรียนรู้สำคัญของผมคือระบบการศึกษาของเดนมาร์กยืดหยุ่นกว่าระบบนานาชาติ ระบบนานาชาติช่วยให้เด็กต่างชาติปรับตัวเป็นสมาชิกของสังคมเดนมาร์กได้อย่างราบรื่น เวลานี้มีเด็กเดนมาร์กอยู่ในสายการเรียนนานาชาติเพียง ๕ คน สายนานาชาติจึงไม่ใช่สายที่คุณภาพดีกว่าสายเดนมาร์ก อย่างที่เป็นอยู่ในประเทศไทย
แต่ช่วงโควิดระบาด ครอบครัวเดนมาร์กกลับประเทศกันมาก พาลูกกลับบ้าน โรงเรียนนี้จึงทำหน้าที่ช่วยให้เด็กเดนมาร์กในต่างแดนกลับมาปรับตัวอยู่ในประเทศได้ ตอนนั้นโรงเรียนนี้มีเด็กสัญชาติเดนมาร์กร้อยละ ๓๗
นี่คือโรงเรียนเอกชน ที่เทศบาลเมือง Odense เห็นคุณค่า ยกอาคาร ๒ หลังให้ขยายโรงเรียน ดูสถานที่ของเขาแล้ว ข้อเรียนรู้ของผมคือ เขาอยู่กับคุณภาพของการเรียนรู้ ไม่ใช่อวดสถานที่หรือวัตถุหรูหราราคาแพง สถานที่ของเขาง่ายๆ แต่กระตุ้นการเรียนรู้ และความสร้างสรรค์
ขอตั้งข้อสังเกตว่า Ms. Johanne E. Skaannes-Allo, Head of School เป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผมค้นด้วย กูเกิ้ล ด้วยชื่อนี้ไม่พบ เป็นตัวอย่างของคนไม่สร้างภาพ แต่มีคุณภาพ
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ส.ค. ๖๗
บ้านทูตไทยประจำเดนมาร์ก ปรับปรุง ๓๑ ส.ค. ๖๗
1 Bogehus Bed & Breakfast
2 ถ่ายจากด้านหลังบ้าน
3 ทุ่งนาด้านหลังบ้าน ปลูกข้าวบาร์เลย์
4 ทางเข้า Lego House
5 บรรยากาศของโถงต้อนรับก่อนซื้อสายรัดข้อมือเข้าไปเล่น
6 สภาพในห้องหนึ่งที่มี น้ำตก อยู่ข้างๆ สีที่พื้นบอกว่า เป็น Red หรือ Creativity Zone
7 Green Zone เพื่อฝึก ทักษะทางสังคม
8 นักออกแบบปลา ในโซนสีเหลือง เพื่อฝึก creativity & imagination
9 นักสร้างรางรถไฟ ในโซนสีเหลือง
10 Eleven paradoxes of management
11 กำเนิดของ LEGO MINDSTORMS
12 รถบรรทุก ตราเลโก้ ช่วงราวๆ ปี 1950
13 เดินจากหน้าศาลากลางลัดที่จอดรถใต้ดิน ที่สะอาดและกว้างหลายช่วงตึก ไปโรงเรียนนานาชาติ
14 สนามเด็กเล่น Odense International School
15 ตึกเรียน
16 ห้องดนตรี
17 ห้องเรียน
18 ห้องประชุม
19 ห้องเรียนเด็กโต มีเครื่องกระตุ้นความสรhางสรรค์
20 ห้องอาหาร



















