ว่าด้วย ผู้รอบคอบ

ปุจิมันทชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๒. ปุจิมันทวรรค

หมวดว่าด้วยไม้สะเดา

๑. ปุจิมันทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๑๑)

ว่าด้วยเทวดาประจำต้นสะเดา

             (รุกขเทวดาโพธิสัตว์กล่าวกับโจรว่า)

             [๔๑] จงลุกขึ้นเจ้าโจร มัวนอนอยู่ทำไม การนอนของเจ้ามีประโยชน์อะไร พระราชาทั้งหลายอย่าได้จับเจ้า ผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรงในหมู่บ้านเลย

             (เทวดาประจำต้นโพธิ์กล่าวว่า)

             [๔๒] เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจักจับโจร ผู้กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในหมู่บ้านมิใช่หรือ ธุระอะไรของปุจิมันทเทวดาในเรื่องนั้นเล่า

             (เทวดาประจำต้นสะเดาตอบว่า)

             [๔๓] อัสสัตถเทวดา ท่านไม่ทราบเรื่องระหว่างข้าพเจ้ากับโจร พระราชาทั้งหลายจับโจรผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรง ในบ้านได้แล้วเสียบที่หลาวไม้สะเดา ข้าพเจ้ามีใจระแวงในเรื่องนั้น

             (เทวดาประจำต้นโพธิ์กล่าวว่า)

             [๔๔] บุคคลพึงระแวงภัยที่ควรระแวง พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง เพราะภัยที่ยังมาไม่ถึง นักปราชญ์จึงได้พิจารณาเห็นโลกทั้ง ๒

ปุจิมันทชาดกที่ ๑ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ปุจิมันทชาดก

ว่าด้วย ผู้รอบคอบ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า เมื่อพระเถระเข้าไปอาศัยนครราชคฤห์ อยู่ในกุฎีที่สร้างอยู่ในป่า มีโจรคนหนึ่งตัดที่ต่อในเรือนหลังหนึ่ง ในบ้านใกล้ประตูเมือง ถือเอาทรัพย์ที่เป็นแก่นสารซึ่งพอจะถือเอาไปได้ หนีไปเข้าบริเวณกุฎีของพระเถระ แล้วนอนที่หน้ามุขบรรณศาลาของพระเถระด้วยคิดว่า ณ ที่นี้จักคุ้มครองรักษาเราได้.
               พระเถระรู้ว่าโจรนั้นนอนอยู่ที่หน้ามุข จึงทำความรังเกียจโจรนั้น คิดว่า ธรรมดาว่าการเกี่ยวข้องกับโจร ย่อมไม่ควร จึงออกมาไล่ว่า เฮ้ย เอ็งอย่ามานอนที่นี้. โจรจึงออกจากที่นั้น ทิ้งแต่รอยเท้าให้หลงเหลือไว้แล้วหนีไป. มนุษย์ทั้งหลายถือคบเพลิงมา ณ ที่นั้น ตามแนวรอยเท้าโจร เห็นที่มา ที่ยืน และที่นอนเป็นต้นของโจรนั้น จึงกล่าวกันว่า โจรมาทางนี้ ยืนที่นี้ นั่งที่นี้ หนีไปทางนี้ แต่พวกเราไม่เห็นโจร ต่างแล่นไปทางโน้นทางนี้ ก็ไม่เห็น จึงพากันกลับ.
               วันรุ่งขึ้น เวลาเช้า พระเถระเที่ยวบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว จึงไปยังพระเวฬุวันวิหาร กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ มิใช่เธอเท่านั้นจะรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็รังเกียจแล้ว อันพระเถระอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา สิงอยู่ที่ต้นสะเดาในป่าอันเป็นป่าช้าแห่งพระนคร. อยู่มาวันหนึ่ง โจรกระทำโจรกรรมในบ้านใกล้ประตูเมือง แล้วเข้าไปยังป่าช้านั้น. ก็ในกาลนั้นมีต้นไม้ใหญ่ในป่าช้านั้น ๒ ต้นคือ ต้นสะเดากับต้นอัสสัตถพฤกษ์. โจรเก็บห่อภัณฑะไว้ที่โคนต้นสะเดาแล้วจึงนอน แต่ในเวลาอื่นมนุษย์ทั้งหลายจับพวกโจรเสียบหลาวทำด้วยไม้สะเดา. ครั้งนั้น เทวดานั้นคิดว่า ถ้าพวกมนุษย์จักมาจับโจรนี้ จักพากันตัดกิ่งสะเดานี้แหละ ทำเป็นหลาวเสียบโจรนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้จักพินาศเอาเถอะ เราจักนำโจรนั้นออกไปจากที่นี้.
               เทวดานั้น เมื่อจะเจรจาปราศัยกับโจรนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               แน่ะโจร เจ้าจงลุกขึ้น จะมัวนอนอยู่ทำไม เจ้าต้องการอะไรด้วยการนอน ราชบุรุษอย่าจับเจ้าผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านเลย.
               เทวดา ครั้นกล่าวกะโจรนั้นดังนี้แล้ว จึงทำให้กลัวหนีไปโดยพูดว่า เจ้าจงไปที่อื่นตราบเท่าที่พวกราชบุรุษยังไม่มาจับ. ก็เมื่อโจรนั้นไปแล้ว เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นอัสสัตถพฤกษ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               พวกราชบุรุษจักจับโจรผู้กระทำโจรกรรมอันทารุณหยาบช้าในบ้านมิใช่หรือ ธุระอะไรในเรื่องนั้นของปุจิมันทเทวดาผู้เกิดอยู่ในป่าเล่า.
               นิมพเทวดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ดูก่อนอัสสัตถเทวดา ท่านไม่รู้เหตุที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ระหว่างเรากับโจร
               ราชบุรุษทั้งหลายจับโจรผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านได้แล้ว จะเสียบโจรไว้บนหลาวไม้สะเดา ใจของเรารังเกียจในเรื่องนั้น.
               เมื่อเทวดาเหล่านั้นเจรจาปราศัยกันและกันอยู่อย่างนี้แหละ พวกเจ้าของทรัพย์ถือคบเพลิงมาตามรอยเท้าเห็นที่ที่โจรนอน จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ก็บัดนี้ โจรลุกหนีไปแล้ว พวกเราไม่ได้ตัวโจร ถ้าพวกเราจักได้ตัวโจรไซร้ จักเสียบร้อยโจรนั้นไว้บนหลาวไม้สะเดานี้ หรือแขวนไว้ที่กิ่งสะเดาแล้วจักไป แล้วแล่นไป ค้นหาทางโน้นทางนี้ ไม่พบโจรจึงพากันกลับไป.
               อัสสัตถเทวดาได้ฟังคำของคนเหล่านั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
               บัณฑิตพึงรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ พึงป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึงตัว พิจารณาดูโลกทั้งสองเพราะภัยในอนาคต.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               เทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นอัสสัตถพฤกษ์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
               ส่วนเทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นสะเดาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาปุจิมันทชาดกที่ ๑               
               -----------------------------------------------------