ในบทที่ ๒ ผมได้ให้นิยามของค่านิยมศึกษา (VbE – Values-Based Education) ไว้ว่า  “ค่านิยมศึกษาคือ การศึกษาที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาพลเมืองที่มีความคิด ความรับผิดชอบ และเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นและต่อสังคม   ค่านิยมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่พัฒนานักเรียนให้เป็น “คนเต็มคน” หรือเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์”    คือไม่เพียงมีความรู้และทักษะเพื่อการทำมาหากินหรือดำรงชีวิตเท่านั้น    แต่ยังได้พัฒนา “คุณสมบัติ” ของการเป็นคนดี เป็นพลเมืองดี ด้วย    อันจะส่งผลต่อบุคคล ให้มีชีวิตที่ดี มีความสุขความมั่นคงในชีวิต   รวมทั้งเป็นชีวิตที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม”   เพื่อบรรลุผลดังกล่าว เราต้องการครูที่มีสมรรถนะเพิ่มจากครูที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน     

 

สมรรถนะสำคัญของครูในระบบการศึกษาที่บูรณาการค่านิยมศึกษา

สมรรถนะสำคัญของครูในระบบค่านิยมศึกษา มีดังต่อไปนี้

  • ความรู้ความเข้าใจเชิงสาระ (content knowledge - CK) เกี่ยวกับค่านิยม ดังเสนอในหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งค่านิยมสากลของความเป็นมนุษย์   เน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อค่านิยมหลัก ได้แก่ ความเคารพ  ความเข้าใจผู้อื่น  ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต่อสังคม   รวมทั้งวิธีประยุกต์ค่านิยมหลักเหล่านี้เข้าในบริบทของการศึกษาหรือการเรียนรู้     
  • ทักษะด้านการสอน (pedagogical skills - PK)   เน้นทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้แบบที่มีกิจกรรมที่นักเรียนเป็นเจ้าของและเป็นผู้ปฏิบัติการ รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กัน ในการสำรวจและประยุกต์ใช้ค่านิยม  เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน โดยบูรณาการค่านิยมศึกษาเข้าในหลากหลายกิจกรรม หลากหลายรายวิชา     โปรดสังเกตว่า ครูเป็นผู้เอื้อให้ศิษย์สร้างค่านิยมใส่ตน ผ่านการปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด บูรณาการอยู่ในการเรียนรู้ทักษะและความรู้เชิงวิชาการ    ไม่ใช่แยกเรียนด้านค่านิยม  
  • ทักษะด้านการสอนค่านิยม (pedagogical content knowledge - PCK)   เน้นการบูรณาการการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยม บูรณาการอยู่ในทุกสาระวิชา ทุกกิจกรรมของการเรียนรู้   รวมทั้งมีทักษะสังเกตและตีความความก้าวหน้าของการพัฒนาค่านิยมใส่ตัวของศิษย์    นำมาให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ศิษย์มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาค่านิยมใส่ตัว   
  • ทักษะการเอื้อโอกาสเรียนรู้ (facilitation skills)   (๑) ทักษะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้สานเสวนากัน เสนอข้อวิพากษ์  และสะท้อนคิด ต่อเรื่องค่านิยม อย่างเปิดใจ  ไม่เน้นถูกผิด   (๒) ทักษะหนุนการเสวนา การอภิปราย การขจัดข้อขัดแย้ง เรื่องคุณธรรม ในหมู่นักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายด้านการเลี้ยงดู และความเชื่อ    
  • เป็นตัวอย่างด้านค่านิยม   มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวอย่างด้านค่านิยมที่ดี  รวมทั้งในปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนและเพื่อนครู    เป็นตัวอย่างของการตัดสินใจเชิงคุณธรรม (ethical decision-making)    และด้านความมั่นคงในคุณธรรม (integrity)
  • ทักษะด้านการสะท้อนคิด และการประเมินตนเอง   เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมของตนเอง และเรียนรู้วิธีการเอื้อให้นักเรียนพัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตนอย่างต่อเนื่อง   ในลักษณะของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)   ที่เน้นเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด (reflective learning)    
  • ทักษะด้านการประเมิน   ตามที่ระบุในบทที่ ๑๐
  • ความร่วมมือ  ร่วมมือกับเพื่อนครู ผู้บริหารโรงเรียนและระบบการศึกษาในพื้นที่   พ่อแม่ผู้ปกครอง   และสมาชิกในชุมชน  เพื่อร่วมกันดำเนินการค่านิยมศึกษาแบบองค์รวม    ซึ่งในบริบทไทย ต้องเน้นการขจัดปัจจัยลบด้านระบบนิเวศการเรียนรู้ด้วย   

 

บทบาทของครูในการหนุนให้ศิษย์พัฒนาค่านิยมใส่ตัว

ครูในระบบการศึกษาแบบค่านิยมศึกษา  (VbE) ต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ตนเองและระบบในโรงเรียน รวมทั้งระบบนิเวศรอบตัวนักเรียนส่วนที่อยู่นอกโรงเรียน มีส่วนหนุนให้นักเรียนสร้างค่านิยมใส่ตัวอย่างอัตโนมัติ    พึงระมัดระวังไม่สร้างตัวอย่างไม่ดี  ไม่สร้างสภาพแวดล้อมไม่ดี ให้แก่ศิษย์   

ยิ่งกว่านั้น ต้องร่วมกับผู้บริหารและเพื่อนครู ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และการประเมิน เพื่อหนุนให้ศิษย์พัฒนาค่านิยมและจริยธรรมที่ดีใส่ตน ทั้งในภาคปฏิบัติ และภาคความเข้าใจหลักการในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นตามอายุหรือวุฒิภาวะของเด็ก   ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงที่มีความคลุมเครือ หรือด้านมืด ในเรื่องค่านิยม คูณธรรม จริยธรรม 

อีกบทบาทหนึ่ง คือการหนุนให้ศิษย์พัฒนาภูมิคุ้มกันภัยจากระบบการสื่อสารออนไลน์ (และวิธีหลอกลวงอื่นๆ) ที่เข้ามาล่อหลอกผู้เยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นที่มีแรงขับดันทางชีววิทยาภายในร่างกาย และทางสังคม ให้มีพฤติกรรมหลงผิดได้ง่าย   ครูต้องคอยเตือนสตินักเรียนบ่อยๆ   รวมทั้งควรมีกิจกรรมให้นักเรียนร่วมกันทำความเข้าใจสิ่งหลอกลวงเหล่านั้น    และวิธีป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ            

บทบาทอื่นๆ ได้กล่าวแล้วในบทที่ ๑๐ 

 

การผลิตครูรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะด้านค่านิยมศึกษา

หลักการสำคัญคือ หลักสูตรครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ต้องบรรจุการเรียนรู้เรื่องค่านิยมศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไว้ในหลักสูตร   โดยหลักการสำคัญในภาคทฤษฎีคือค่านิยมศึกษาไม่ได้เน้นเพียงบูรณาการค่านิยมเข้าในการเรียนวิชาและในกิจกรรมเท่านั้น   แต่ต้องจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้นักเรียนได้สัมผัสค่านิยมเชิงบวกอยู่ตลอดเวลา    โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่านิยมหลัก ได้แก่  ความเข้าใจผู้อื่น  ความเคารพ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความมั่นคงในคุณธรรม เป็นต้น   

  • การเรียนรู้และฝึกอบรมในหลักสูตร   จัดให้มี โมดูลค่านิยมศึกษา (VbE Module) ที่นักศึกษาครูได้เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการหนุนให้นักเรียนพัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตน    รวมทั้งตัวนักศึกษาเอง ได้ร่วมกันฝึกพัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตน   
  • จัดอาจารย์พี่เลี้ยง (mentorship)   ที่มีประสบการณ์ค่านิยมศึกษา   ช่วยให้คำแนะนำและสนับสนุน 
  • จัดการฝึกอบรมปฏิบัติการ (workshop)   เพื่อทำความเข้าใจการเรียนการสอนค่านิยมศึกษา    การเรียนรู้จากกรณีศึกษา   เพื่อพัฒนาทักษะในการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี การอธิบายหลักการเชิงจริยธรรมให้เข้าใจง่ายสำหรับเด็กต่างช่วงวัย  การส่งเสริมให้เด็กสะท้อนคิดเชิงค่านิยมตามช่วงวัยและระดับวุฒิภาวะ   และเรียนรู้เรื่องความท้าทายหลากหลายด้านในการประยุกต์ค่านิยมศึกษา ตามบริบทความเป็นจริงในชุมชนและในสังคม      

หลักการสำคัญคือ อาจารย์ในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี   รวมทั้งมีการจัดระบบนิเวศภายในคณะให้เป็นสภาพแวดล้อมเชิงบวกในการพัฒนาค่านิยมที่ดีตามแนวทางของค่านิยมศึกษา   สำหรับนักศึกษาครูจดจำนำไปเป็นแบบอย่างเมื่อตนจบออกไปทำหน้าที่ครู   

 

การพัฒนาครูประจำการให้มีสมรรถนะค่านิยมศึกษา

การพัฒนาครูประจำการด้านค่านิยมศึกษาทำได้อย่างน้อย ๔ กิจกรรม ดังนี้ 

  • การพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (CPD – Continuous Professional Development)   เพื่อให้ครูได้ติดตามความก้าวหน้า และเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านค่านิยมศึกษาอย่างต่อเนื่อง   ผ่านการประชุมปฏิบัติการ  สัมมนา การฝึกอบรม 
  • ชุมชนเรียนรู้วิชาชีพครู (PLC – Professional Learning Community)  เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนครูในโรงเรียนเดียวกัน และระหว่างโรงเรียน   ที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจในการจัดค่านิยมศึกษาให้แก่ศิษย์   รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีเอาชนะความท้าทายหรือปัญหา     ในยุคนี้ การจัด online PLC ทำได้สะดวกมาก ช่วยให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูที่อยู่คนละจังหวัดหรือคนละภาคได้ง่าย    นี่คือการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุด เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ของครูแต่ละคน ที่เรียกว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ – experiential learning ที่ควรมีสัดส่วนเป็นร้อยละ ๗๐ ของการเรียนรู้ของผู้ปฏิบัติงานทุกวิชาชีพ ทุกหน้าที่    ตามหลักการ 70:20:10 ในเรื่องการเรียนรู้ของผู้ปฏิบัติงาน 
  • การเรียนรู้ ออนไลน์   นอกจาก online PLC ที่กล่าวแล้ว   อาจจัดกิจกรรมฝึกอบรมออนไลน์   การมีแหล่งรวบรวมและเผยแพร่กรณีศึกษาด้านค่านิยมศึกษา  รวมทั้งแหล่งทรัพยากรออนไลน์ที่ครูเอาไปใช้จัดค่านิยมศึกษาให้แก่ศิษย์ได้   
  • การวิจัยชั้นเรียน   หนังสือ วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู บอกเราว่าการวิจัยชั้นเรียนสามารถหนุนการพลิกโฉมความคิด (transform) ของครูได้   ผมเชื่อว่า การวิจัยชั้นเรียนด้านค่านิยมศึกษา จะช่วยให้ครูผู้ทำงานวิจัยเกิดการพลิกโฉมความคิดด้านค่านิยมได้เช่นเดียวกัน        

 

ลดความท้าทายในระบบการศึกษาไทย

ระบบการศึกษาไทยมีข้อท้าทายต่อการประยุกต์ใช้ค่านิยมศึกษา ที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้เชิงรุก บูรณาการอยู่ในสมรรถนะและสาระต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ภาระงานของครู  ที่มีภาระงานสูงมากในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของศิษย์    ทำให้ครูไม่มีเวลาเอาใจใส่เรื่องค่านิยมศึกษา
  • การศึกษาที่เน้นการบอกสอน ให้นักเรียนท่องจำ (passive learning)   ทำให้การเรียนค่านิยมที่ต้องเรียนแบบ เรียนรู้เชิงรุก (active learning) ดำเนินการได้ยาก   ครูส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย   
  • เน้นที่การทดสอบมาตรฐาน (standardized testing) มีส่วนทำให้ครูและนักเรียนหมกมุ่นอยู่กับการท่องจำวิชา    ไม่มีเวลาเอาใจใส่เรื่องค่านิยม ที่ไม่มีการสอบ    เรื่องนี้อาจแก้ได้ โดยจัดให้มีการสอบแก้ปัญหาเชิงค่านิยมหรือจริยธรรม
  • การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน ต่อกิจการของโรงเรียน   ในสังคมไทยมีน้อย   อาจแก้ได้โดยจัดการประชุมปฏิบัติการแก่ผู้ปกครองนักเรียน   เพื่อทำความเข้าใจบทบาทด้านการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมจากสภาพแวดล้อมที่บ้านและในชุมชน    มีโรงเรียนจำนวนหนึ่งจัดการเรื่องนี้ได้อย่างดี เป็นตัวอย่างได้   
  • ความท้าทายจากสื่อออนไลน์ จากสภาพแวดล้อมในสังคม  ในการชักจูงเด็กไปในทางเสื่อม เพื่อหาผลประโยชน์จากเด็ก  เป็นเรื่องที่โรงเรียนและภาคีในพื้นที่ต้องร่วมกันหาทางขจัด และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่    รวมทั้งหาทางสื่อสารให้ระบบใหญ่ของบ้านเมืองดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.ค. ๖๗