ว่าด้วย การแสวงหาที่ประเสริฐ

สัยหชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. สัยหชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๑๐)

ว่าด้วยสัยหอำมาตย์

             (ฤๅษีโพธิสัตว์ได้กล่าวกับสัยหอำมาตย์ว่า)

             [๓๗] เราไม่ปรารถนาแผ่นดินอันมีสมุทรเป็นขอบเขต มีสาครล้อมรอบประดุจต่างหู พร้อมกับคำนินทา ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด สัยหอำมาตย์

             [๓๘] พราหมณ์ น่าติเตียนการได้ยศ และการได้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้ประสบความพินาศ หรือประพฤติไม่เป็นธรรม

             [๓๙] ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม

             [๔๐] ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นในโลก การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการครองราชสมบัติ

สัยหชาดกที่ ๑๐ จบ

กาลิงควรรคที่ ๑ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

สัยหชาดก

ว่าด้วย การแสวงหาที่ประเสริฐ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี เห็นหญิงตกแต่งประดับประดามีรูปร่างงดงามคนหนึ่ง เป็นผู้กระสันอยากสึก ไม่ยินดีในพระศาสนา.
               ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงพากันแสดงภิกษุนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุนั้นถูกพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันอยากสึกจริงหรือ? จึงกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ใครทำให้เธอกระสันอยากสึก จึงกราบทูลเนื้อความนั้น.
               พระศาสดาตรัสว่า เธอบวชในศาสนา อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เพราะเหตุไร จึงกระสันอยากสึก บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน แม้จะได้ตำแหน่งปุโรหิตก็ยังปฏิเสธตำแหน่งนั้นแล้วไปบวช.
               ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในท้องนางพราหมณีของปุโรหิต คลอดในวันเดียวกันกับพระโอรสของพระราชา. พระราชาตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า ใครๆ ผู้เกิดในวันเดียวกันกับโอรสของเรา มีอยู่หรือหนอ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มีพระเจ้าข้า คือบุตรของปุโรหิต. พระราชาจึงทรงสั่งเอาบุตรของปุโรหิตนั้นมามอบให้แม่นมทั้งหลาย ให้ประคบประหงมร่วมกันกับพระราชโอรส. เครื่องประดับและเครื่องดื่ม เครื่องบริโภคของกุมารแม้ทั้งสอง ได้เป็นเช่นเดียวกันทีเดียว.
               พระราชกุมารและกุมารเหล่านั้นเจริญวัย แล้วไปเมืองตักกสิลาเรียนศิลปะทั้งปวงร่วมกันแล้วกลับมา. พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรส พระโพธิสัตว์ได้มียศยิ่งใหญ่ จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์กับพระราชโอรสก็กินร่วมกัน ดื่มร่วมกันนอนร่วมกัน ความวิสาสะคุ้นเคยกันและกันได้มั่นคงแน่นแฟ้น.
               ในกาลต่อมา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระราชโอรสได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงเสวยสมบัติใหญ่.
               พระโพธิสัตว์คิดว่า สหายของเราได้ครองราชย์ ก็ในขณะที่ทรงกำหนดตำแหน่งนั่นแหละ คงจักพระราชทานตำแหน่งปุโรหิตแก่เรา เราจะประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เราจักบวชพอกพูนความวิเวก พระโพธิสัตว์นั้นไหว้บิดามารดาให้อนุญาตการบรรพชาแล้ว สละสมบัติใหญ่ ผู้เดียวเท่านั้นออกไปหิมวันตประเทศ สร้างบรรณศาลาอยู่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้วเล่นฌานอยู่.
               ในกาลนั้น พระราชาหวนระลึกถึงพระโพธิสัตว์นั้นจึงถามว่า สหายของเราไม่ปรากฎเขาไปไหนเสีย. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลถึงความที่พระโพธิสัตว์นั้นบวชแล้วกราบทูลว่า ได้ยินว่า สหายของพระองค์อยู่ในไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์.
               พระราชาตรัสถามตำแหน่งแห่งที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วตรัสกะสัยหอำมาตย์ ท่านจงมา จงพาสหายของเรามา เราจักให้ตำแหน่งปุโรหิตแก่สหายของเรานั้น.
               สัยหอำมาตย์นั้นรับพระดำรัสแล้วออกจากนครพาราณสีถึงปัจจันตคามโดยลำดับ แล้วตั้งค่าย ณ บ้านปัจจันตคามนั้น แล้วไปยังสถานที่อยู่ของพระโพธิสัตว์พร้อมกับพวกพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา เหมือนรูปทองจึงไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถาร แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระราชามีพระประสงค์จะพระราชทานตำแหน่งปุโรหิตแก่ท่าน ทรงหวังให้ท่านกลับมา.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ตำแหน่งปุโรหิตจงพักไว้ก่อน เราแม้จะได้ราชสมบัติในแคว้นกาสี โกศล และชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือเฉพาะสิริแห่งพระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ก็จักไม่ปรารถนา ก็บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่กลับถือเอากิเลสทั้งหลาย ซึ่งละแล้วครั้งเดียวอีก เพราะสิ่งที่ละทิ้งไปแล้วครั้งเดียวเป็นเช่นกับก้อนเขฬะที่ถ่มไปแล้ว
               จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               บัณฑิตไม่พึงปรารถนาพื้นแผ่นดิน มีสัณฐานดุจกุณฑลท่ามกลางสาคร มีมหาสมุทรล้อมอยู่โดยรอบ พร้อมด้วยการนินทา ดูก่อนสัยหะอำมาตย์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.
               ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และการเลี้ยงชีพด้วยการทำตนให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม.
               ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิต ถือบาตรเที่ยวภิกขาจาร ความเลี้ยงชีวิตนั้นนั่นแหละประเสริฐกว่า การแสวงหาโดยไม่เป็นธรรมจะประเสริฐกว่าอะไร
               ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิต ถือบาตรเที่ยวภิกขาจาร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นในโลก นั้นประเสริฐกว่าราชสมบัติเสียอีก.
               พระโพธิสัตว์นั้นห้ามปรามสัยหะอำมาตย์แม้ผู้จะอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายสัยหะอำมาตย์ ครั้นไม่ได้ความตกลงปลงใจของพระโพธิสัตว์ จึงไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว ไปกราบทูลแก่พระราชาถึงความที่พระโพธิสัตว์นั้นไม่กลับมา.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วประชุมชาดก
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ชนเป็นอันมากแม้อื่นอีกได้กระทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเป็นต้น.
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
               สัยหะอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
               ส่วนบุตรของปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาสัยหชาดกที่ ๑๐

-----------------------------