ว่าด้วยที่สุด ๓ อย่าง

อันตชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. อันตชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๙๕)

ว่าด้วยที่สุด ๓ อย่าง

             (กาตัวหนึ่งต้องการจะลวงสุนัขจิ้งจอกกินเนื้อ จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๓] พญาเนื้อ ลำตัวของท่านเหมือนพญาโคอุสภะ การเยื้องกรายของท่านดุจพญาราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน ข้าพเจ้าจะได้อะไรบ้างเล่า

             (สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๔] กุลบุตรรู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน นี่พ่อกาผู้มีสร้อยคองามเหมือนนกยูง เชิญท่านลงจากต้นละหุ่งเถิด

             (รุกขเทวดาโพธิสัตว์เห็นกิริยาของกากับสุนัขจิ้งจอก จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๕] บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว

อันตชาดกที่ ๕ จบ

----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

อันตชาดก

ว่าด้วย ที่สุด ๓ ประเภท

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิการ ทรงปรารภคนทั้งสองคือพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               เรื่องอันเป็นปัจจุบันเหมือนกับ เรื่องแรก นั่นเอง ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านแห่งหนึ่ง. ในกาลนั้น ชาวบ้านลากโคแก่ซึ่งตายในบ้านนั้น ไปทิ้งที่ป่าละหุ่งใกล้ประตูบ้าน. มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมากินเนื้อของโคแก่ตัวนั้น. มีกาตัวหนึ่งบินมาจับอยู่ที่ต้นละหุ่งเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ถ้ากระไร เรากล่าวคุณกถาอันไม่มีจริงของสุนัขจิ้งจอกตัวนี้แล้วจะได้กินเนื้อ
               จึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า :-
               ข้าแต่พระยาเนื้อ ร่างกายของท่านเหมือนร่างกายโคอุสุภราช ความองอาจของท่านเหมือนดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจักได้อาหารสักหน่อย.
               สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
               กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูก่อนกาผู้มีสร้อยคองามดุจนกยูง เชิญท่านลงจากต้นละหุ่งมากินเนื้อให้สบายเถิด..
               รุกขเทวดาเห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นจึงกล่าวคาถาที่สามว่า :-
               บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นเลวที่สุด บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นเลวที่สุด บรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นเลวที่สุด ที่สุดทั้ง ๓ ประเภทมาสมาคมกันแล้ว.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
               กาในกาลนั้น ได้เป็น พระโกกาลิกะ
               ส่วนรุกขเทวดา คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาอันตชาดกที่ ๕               
               -----------------------------------------------------