ชีวิตของคนแก่อย่างผมสนุกอยู่กับการสะท้อนคิดโดยใช้เหตุการณ์ปัจจุบันกระตุ้นให้หวนกลับไปทบทวนประสบการณ์ในอดีต    นำมาทำ critical reflection หาความหมายหรือหลักการ  ทำความเข้าใจมายาของเหตุการณ์ที่ได้ประสบในชีวิต จากมุมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ของสิ่งที่ซับซ้อนและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่า CAS – Complex-Adaptive systems    ช่วยให้รู้เท่าทันมายาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในเหตุการณ์เหล่านั้น    โดยผมบอกตัวเองว่า ผมอาจตีความผิดโดยสิ้นเชิงก็ได้    แต่ก็สนุกกับการตีความ 

วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผมมีบุญได้เข้าร่วมประชุมและซุ่มฟังการอภิปรายของกรรมการกำกับดูแลองค์กรของรัฐแห่งหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นโดยมี พรบ. จัดตั้ง ให้เป็นองค์กรที่ไม่เป็นหน่วยราชการในปี ๒๕๖๑   ห่าง ๒๖ ปี จาก พรบ. กองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ผมมีส่วนเข้าไปบริหารงานอยู่ ๘ ปี    เป็นงานที่เปลี่ยนขาด (transform) ชีวิตผม     และตอกย้ำความเป็น “ชนส่วนน้อย” ของผม          

จึงขอสะท้อนคิดประสบการณ์ที่ห่างกันเสี้ยวศตวรรษ (๒๕ ปี) เอามาเรียนรู้ร่วมกัน   โดยขออภัยหากข้อสะท้อนคิดนี้ไปล่วงเกินผู้ใด   

เมื่อผมเข้าไปรับหน้าที่ ผอ. สกว. ตอนปลายปี ๒๕๓๕ (โดยยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ)    คำบอกของกรรมการนโยบาย สกว. ที่ผมเอากลับมาคิดแล้วคิดอีกคือ พรบ. กองทุนสนับสนุนการวิจัยเขียนขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ ผอ. สำนักงานกองทุน ทำงานเป็น “strong executive”   

ซึ่งต่อมาผมได้รับการขยายความว่า  ต้องการให้ ผอ. กองทุนฯ ทำงานแบบมีการริเริ่มสร้างสรรค์ ฉีกแนวไปจากความคิดเดิมๆ    ไม่ใช่ทำงานแบบทำงานประจำตามแบบราชการ    อะไรที่ไม่ห้ามไว้ใน พรบ. หรือในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ให้ทำได้   หากสงสัยให้เอามาหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย     เป็นคำที่ผมบอกตัวเองว่า คุ้มกับที่ยอมเสี่ยงอาสามาทำงานนี้   โดยยอมออกจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ให้ความสุขแก่ผมและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง     

ในช่วงเวลาการทำหน้าที่ ผอ. สกว. ผมพบว่า สมาชิกของคณะกรรมการนโยบายที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยราชการ มักนำเอาความคิดหรือกระบวนทัศน์แบบราชการเข้ามาชี้ให้เห็นว่าต้องระมัดระวังอย่าทำอะไรที่ไม่สอดคล้องกับทางราชการ    โดยที่ท่านเหล่านั้น ให้ความเห็นแบบเจตนาดีเกือบทั้งสิ้น   โชคดีที่ตอนนั้น ผมฟังแบบรู้ทัน และเขาไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะมาควบคุม สกว. ได้   เราจึงทำงานสร้างสรรค์ระบบวิจัยให้แก่บ้านเมือง เป็นที่กล่าวขวัญกันจนบัดนี้   

เสี้ยวศตวรรษให้หลัง ผมพบอีกในดีกรีที่รุนแรงยิ่งขึ้น    ว่ากรรมการที่เป็นตัวแทนของหน่วยราชการมีวิธีคิดแบบเดียวกันไม่มีผิด   แต่ตอนนี้เขามีเขี้ยวเล็บที่กฎหมายออกให้    ให้ต้องปฏิบัติตาม หรือต้องหารือ   เป็นสภาพที่ราชการเข้าไปครอบงำหน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายแบบเดียวกับ สกว.   แต่เดี๋ยวนี้ความเป็นอิสระ (อย่างรับผิดชอบ)  และความคล่องตัว ดดนระบบราชการกำจัดไปหมดแล้ว   

จึงขอสะท้อนคิดเรื่องการก้าวถอยหลังของบ้านเมืองไทยในเรื่องนี้    เรื่องการตกหล่ม bureaucracy

 วิจารณ์ พานิช          

 ๕ ก.ค. ๖๗