ค่านิยมสำคัญอย่างหนึ่งต่อการมีชีวิตที่ดี คือค่านิยมต่อการเรียนรู้   สามารถใช้ทุกประสบการณ์ในชีวิตให้เป็นการเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้หลากหลายมิติ    นี่คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)    ตามที่ได้อธิบายไว้แล้วส่วนหนึ่งในบทที่ ๕     

 

ค่านิยมศึกษากับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ในทุกกิจกรรมของชีวิต

การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หมายถึงการเรียนรู้ที่ดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยไปในชีวิตของคนคนหนึ่ง    ต่อเนื่องจากการศึกษาที่เป็นทางการ  สู่การเรียนรู้ที่ตนเองกำกับ  การเรียนรู้ที่บูรณาการกับการทำงาน  เรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว และในชุมชน   รวมทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่อาจเป็นงานอดิเรก การพักผ่อนหย่อนใจ การเดินทางท่องเที่ยว    และรวมการเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ และการเสพสื่อในหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งในสมัยนี้สื่อออนไลน์เป็นที่นิยม  

การเรียนรู้ในทุกกิจกรรมของชีวิต (Life Wide Learning) หมายถึงการเรียนรู้ที่ขยายขอบเขตออกไปนอกการศึกษาที่เป็นทางการ   ออกไปสู่การเรียนรู้จากทุกกิจกรรมในชีวิต เช่นปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น งานอดิเรก การทำงาน การฟันฝ่าความยากลำบากในชีวิต    เน้นการเรียนรู้สู่การพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Development)    เน้นการเรียนรู้อย่างบูรณาการทั้งด้านค่านิยม เจตคติ ทักษะ และความรู้ (VASK)    การเรียนรู้ที่สูงค่าที่สุดเกิดตอนเผชิญมรสุมชีวิต   คือโอกาสเรียนรู้ที่เข้มข้นที่สุดมีอยู่ในวิกฤติ หรืออยู่ในความล้มเหลว   ภาคธุรกิจเรียกกระบวนการเรียนรู้จากความล้มเหลวว่า postmortem ซึ่งแปลตรงตัวว่าการตรวจศพหลังตาย   ในทางแพทย์เรียกการตรวจศพเพื่อเรียนรู้สาเหตุของการตายว่า autopsy หรือ postmortem   

ย้ำว่า การเรียนรู้ในทุกย่างก้าวของชีวิต ส่วนที่มีค่าที่สุดคือการเรียนรู้จากความล้มเหลว หรือความไม่ราบรื่น  ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้จากความสำเร็จ         

จะเห็นว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต กับการเรียนรู้ในทุกกิจกรรมของชีวิต มีความซ้อนเหลื่อมกัน    และเสริมพลัง (synergy) กัน    รวมทั้งเสริมพลังกับค่านิยมศึกษา    โดยที่ค่านิยมของบุคคลนั้นจะเป็นพลังขับดัน หรือเป็นเข็มทิศชี้ทางของการเรียนรู้    ให้เป็นการเรียนรู้ที่สนองค่านิยมของเขา    เป็นการเรียนรู้ที่เปี่ยมพลัง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นพลังของอิทธิบาท ๔ ที่ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา   ที่ตอนหลังมีผู้เสนอว่าเป็นพลังของความมุมานะต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว (Grit)   ที่ประกอบด้วยพลังของความชอบระดับหลงใหล (Passion)  กับความอดทนมานะพยายามไม่ท้อถอย (Perseverance) (๑)           

คนเราสามารถใช้พลังบูรณาการสามประสาน ของ Lifelong Learning, Life Wide Learning และ Values-Based Learning  เพื่อพัฒนาชีวิตให้เป็นชีวิตที่ดี   ดังนี้ 

  • เริ่มจากตั้งเป้าหมาย (ที่ทรงคุณค่าตามค่านิยมของตน) ของการเรียนรู้   
  • หมั่นสะท้อนคิดจากประสบการณ์ ทั้งสะท้อนคิดสู่หลักการเพื่อการเรียนรู้หลากหลายมิติ   และสะท้อนคิดสู่จิตวิญญาณหรือค่านิยมของตน ที่เรียกว่า Self-Reflection   เพื่อตรวจสอบว่าการเรียนรู้ของตนสอดคล้องกับค่านิยมของตนหรือไม่ เพียงไร   
  • นำค่านิยมสู่การปฏิบัติ หรือการประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน 
  • เรียนจากประสบการณ์  เท่ากับเป็นการประยุกต์ Life Wide Learning  โดยหมั่นหาประสบการณ์ที่หลากหลายใส่ตัว   
  • เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นที่มีค่านิยมเดียวกัน เพื่อร่วมกันทำประโยชน์แก่ชุมชนหรือสังคม   
  • ปรับตัวต่อเนื่อง   จากการเรียนรู้จากประสบการณ์  ที่มีการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Thinking)  นำสู่การเลิกเชื่อ (Unlearn) บางค่านิยม   และเรียนรู้ค่านิยมใหม่ (Relearn)   
  • มีดุลยภาพ  ระหว่าง ชีวิตที่ดีหรือสุขภาวะ (Well-being), ความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น (Relationships), การเรียนรู้และเติบโตส่วนตน (Personal Growth)  และการพัฒนาเชิงวิชาชีพ (Professional Development)   

 

ค่านิยมศึกษากับการเรียนรู้จากประสบการณ์หลากหลายมิติ

รายละเอียดอยู่ในหนังสือชุด การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์  

หลักการสำคัญคือ ประสบการณ์ที่นำสู่การเรียนรู้ มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด    ประสบการณ์เป็น “สิ่งเร้า” ผัสสะ หรือการรับรู้ ที่นำสู่การตีความหาความหมาย (meaning) หรือคุณค่า (value) ต่อตนเอง และต่อส่วนรวม    และค่านิยม (values) ของบุคคลผู้นั้นเป็นพื้นฐานของการตีความ สู่ความหมายหรือคุณค่าที่แตกต่างกัน   สิ่งเร้าเดียวกัน มีความหมายต่างกัน ต่อคนที่มีค่านิยมแตกต่างกัน   

“สิ่งเร้า” ที่นำสู่ประสบการณ์ มีทั้ง สิ่งเร้าภายใน และสิ่งเร้าภายนอกตัวบุคคล    คือคนเรากระตุ้นตนเองได้ด้วยค่านิยม (values),   ความคิด (thought),  จินตนาการ (imagination),  และการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)    นี่คือประสบการณ์ภายในของบุคคล   ที่นำสู่การเรียนรู้ได้     และเป็นการเรียนรู้ทั้งแบบที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว 

สิ่งเร้าจากภายนอก มีทั้งที่เป็นกิจกรรมต่างๆ ที่เราลงมือปฏิบัติเอง หรือดูคนอื่นปฏิบัติ    ซึ่งรวมทั้งการละเล่นหรือมหรสพต่างๆ    สิ่งที่เราสัมผัสด้วยประสาททั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ที่อาจเพิ่มเป็นประสาททั้งหก หากเพิ่มสัมผัสผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย   อารมณ์เป็นสิ่งเร้าที่อยู่ตรงจุดตัดระหว่างภายในและภายนอกตัวเรา    เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต 

ทั้งสิ่งเร้าจากภายนอก และสิ่งเร้าจากภายใน นำสู่การสร้างประสบการณ์ของผู้นั้นที่จำเพาะคน ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์   กล่าวใหม่ว่า ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ผู้นั้นสร้างขึ้นเอง (เป็น construct)    ดังนั้น การที่เด็ก ๕ คนเข้าร่วมกิจกรรมเดียวกัน เด็กจะสร้างประสบการณ์ ๕ แบบที่อาจคล้ายกันมาก แต่ไม่เหมือนกัน    เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่อกิจกรรมแตกต่างกัน   

ยิ่งการเรียนรู้ด้านค่านิยม ยิ่งมีโอกาสที่เด็กจะมีมุมมองแตกต่างกัน   การนำเอาการตีความ หรือการสะท้อนคิดมาแลกเปลี่ยนกันในวงสานเสวนา (dialogue)  ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างปลอดภัย    มีครูคอยป้อนคำถามให้สะท้อนคิดหลายๆ แบบ   จะช่วยให้เด็กได้ฝึกเรียนรู้เพื่อพัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตนทีละน้อยๆ    และนำไปทดลองปฏิบัติผ่านพฤติกรรมในโอกาสที่หลากหลาย  และสะท้อนคิดจากผลที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบๆ ตัวเอง   ก็จะเกิดการสั่งสมพื้นฐานด้านการเป็นคนดีใส่ตน      

การเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนโดยค่านิยม (VbE) ส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว    มีทั้งที่ขับเคลื่อนสู่ชีวิตที่ดี (การมีสัมมาทิฏฐิ)  และที่ทำลายโอกาสสู่การมีชีวิตที่ดี (การมีมิจฉาทิฏฐิ)     ค่านิยมศึกษา (VbE) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างเส้นทางแห่งสัมมาทิฏฐิให้แก่ตนเอง แบบไม่รู้ตัว         

 

ค่านิยมศึกษากับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ที่จริงการเรียนรู้แทบทุกรูปแบบเป็นกิจกรรมทางสังคม (social activities)    เกิดจากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (social interaction)    และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นกลไกการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมที่ดีที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง จากประสบการณ์จริง    และเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา   

การวางพื้นฐานการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมแก่เด็กจึงให้ผลสองต่อ    คือ (๑) ช่วยให้เด็กได้วางพื้นฐานค่านิยมที่ดีให้แก่ตนเอง และ (๒) เป็นการพัฒนาทักษะเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อการพัฒนาค่านิยมจากประสบการณ์ชีวิตในอนาคต   ซึ่งถือได้ว่าเป็นทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างหนึ่ง   

กิจกรรมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกพัฒนาค่านิยมใส่ตน     

  • การทำกิจกรรมกลุ่ม  ที่ต้องร่วมมือกัน มีการสื่อสารกัน มีการประนีประนอมรับฟังซึ่งกันและกัน    มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ซึ่งกันและกัน
  • การอภิปรายกลุ่ม  หรือเสวนากลุ่ม  ที่เปิดกว้างให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นของตน กล้าแตกต่างอย่างสุภาพและเคารพความเห็นของผู้อื่น
  • การสะท้อนคิดกลุ่ม    ที่มีการตีความกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ตอบคำถามว่าผลจากกิจกรรมดังกล่าวสอนอะไรเราในเรื่องค่านิยมหรือจริยธรรม    ซึ่งในเด็กอาจตั้งคำถามง่ายๆ ว่าจากผลของกิจกรรมดังกล่าว คิดว่าสิ่งใดที่ตนทำแล้วตนเองรู้สึกดี เพราะอะไร    สิ่งใดที่เพื่อนทำแล้วตนเองรู้สึกดี  เพราะอะไร 
  • การแสดงบทบาทสมมติ (role-play)    ที่นักเรียนต้องตัดสินใจเชิงศีลธรรม โดยใช้หลักการเชิงค่านิยม    ได้ฝึกประยุกต์ใช้ค่านิยมหลากหลายด้าน เพื่อตัดสินใจ ในหลากหลายสถานการณ์   
  • เรียนรู้ผ่านการเล่นเกม   มีเกมมากมายที่ใช้เล่นร่วมกันเป็นทีมเพื่อสร้างค่านิยมที่ดีร่วมกัน    ดังเมื่อเร็วๆ นี้ผมไปเห็นเกมข้ามบ่อโคลน (gotoknow.org/posts/718337)    ที่เล่นได้สนุกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก  และให้ประสบการณ์สู่การสะท้อนคิดที่ดีมาก    
  • การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมรับใช้สังคม (service learning)  ซึ่งเป็นกิจกรรมกลุ่ม   ได้เรียนรู้จากกิจกรรมกลุ่ม และจากกิจกรรมที่ทำในสถานการณ์จริง   ได้มีโอกาสฝึกตัดสินใจโดยใช้ค่านิยมของตนและเห็นผลเชิงประจักษ์   รวมทั้งสามารถนำเอาประสบการณ์ที่ได้มาตั้งคำถามและสะท้อนคิดร่วมกัน       

ระบบนิเวศเชิงบวก

ระบบนิเวศเชิงบวก (positive ecosystem) ในระบบการศึกษา จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาคานิยมที่ดีใส่ตัวโดยอัตโนมัติ     ตัวอย่างของระบบนิเวศเชิงบวกได้แก่

  • การบูรณาการหลักสูตร  ให้มีการเรียนรู้เพื่อหนุนให้นักเรียนพัฒนาค่านิยมใส่ตัวในทุกสาระการเรียนรู้ ทุกกิจกรรม   
  • ฝึกอบรมครูประจำการ และนักศึกษาครู ให้เข้าใจเรื่อง VbE   และรู้วิธีจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ และการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการ VbE อยู่ในทุกบทเรียน ทุกวิชาหรือสาระการเรียนรู้
  • ชักชวนชุมชนมาเป็นหุ้นส่วนดำเนินการ (community engagement)    ได้แก่วัดหรือองค์กรศาสนา  องค์กรพัฒนาเอกชน  ผู้นำชุมชน เข้ามาร่วมดำเนินการหนุนนักเรียน   รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบปัจจัยลบในชุมชนที่อาจชักจูงเด็กไปในทางที่ผิด  และช่วยกันหาทางขจัดปัดเป่า 
  • หนุนให้นักเรียนเป็นผู้นำ ริเริ่มดำเนินการโครงการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมรับใช้สังคม   จัดให้นักเรียนช่วยเหลือกันเอง (peer mentoring)   จัดตั้งชมรมกิจกรรมต่างๆ    เพื่อพัฒนาค่านิยมด้านจิตอาสา และอื่นๆ 
  • เชื่อมโยงกับกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรม  ให้นักเรียนได้ร่วมกันริเริ่มจัดชมรมฝึกฝนเรียนรู้ และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อทำประโยชน์แก่ชุมชน    เช่นชมรมดนตรีไทย รับงานไปแสดงในเทศกาลต่างๆ  รวมทั้งงานศพ
  • เชื่อมโยงกับพ่อแม่ผู้ปกครอง  โดยจัดประชุมปฏิบัติการทำความเข้าใจร่วมกัน  และส่งเสริมให้จัดระบบนิเวศที่บ้านให้เอื้อ  รวมทั้งร่วมกันกับผู้นำชุมชนขจัดสภาพแวดล้อมที่ทำลายเด็ก   
  • การมีผู้ใหญ่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี (role model) ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

กิจกรรมที่นักเรียนเป็นผู้ริเริ่ม

ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่นักเรียนเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ริเริ่ม หรือเป็นเจ้าของ    ที่ดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย ที่นักเรียนร่วมกันกำหนดเอง   จะทำให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจ หรือมีไฟ (passion) ที่จะริเริ่ม ดำเนินการ และฟันฝ่า    จะเป็นประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจ    ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบจำไปตลอดชีวิต   

 

สภาพแวดล้อมเชิงลบทางสังคมกับการสร้างค่านิยม

ในบริบทวัฒนธรรมไทย เรามีทั้งปัจจัยบวก และปัจจัยลบ ต่อการหนุนหรือเอื้อให้เด็กสร้างค่านิยมที่ดีใส่ตัว    ตัวอย่างของปัจจัยบวกได้แก่ การเป็นสังคมที่ผู้คนมีไมตรีจิต มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อต่อกัน มีจิตอาสา  เคารพครูและยึดถือเป็นแบบอย่าง  เป็นต้น   ส่วนสภาพแวดล้อม หรือระบบนิเวศเชิงลบที่ควรดำเนินการขจัด ได้แก่

สภาพแวดล้อมที่โรงเรียน

  • สภาพภายในโรงเรียน ที่เน้นบอกสอน (passive learning) ให้นักเรียนจดจำ    ไม่มีโอกาสคิด
  • ปฏิสัมพันธ์ในโรงเรียนที่ครูถือตนว่าเป็นผู้รู้    นักเรียนต้องเชื่อฟัง    การตั้งคำถามแปลกๆ หรือตรงกันข้ามกับที่ครูสอนถือว่าไม่เคารพครู
  • ผู้บริหารโรงเรียนไม่สนับสนุน VbE
  • ครูมีฉันทาคติต่อนักเรียนบางคน  มีอคติต่อนักเรียนบางคน
  • โรงเรียนเน้นสอนเพื่อสอบ  ไม่สนใจการหนุนให้นักเรียนพัฒนาตนเองครบทุกด้าน 
  • บรรยากาศการแบ่งชนชั้น การดูถูก เยาะเย้ย ข่มเหง รังแก
  • ทรัพยากรจำกัด ในการหนุนให้ครูพัฒนาตัวเอง และจัดการเรียนรู้เชิงรุก และพัฒนาค่านิยมของนักเรียน   รวมทั้งระบบที่ใช้เวลาของครูในกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของนักเรียน    

สภาพแวดล้อมที่บ้าน

  • บรรยากาศที่บ้านขัดกับที่โรงเรียน    ทำให้นักเรียนสับสน 
  • พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ได้เข้าร่วม หรือรับรู้มาตรการหนุนให้เด็กพัฒนาค่านิยมใส่ตัวที่โรงเรียน 
  • สภาพแวดล้อมที่บ้าน ชักจูงไปในทางสร้างค่านิยมเชิงลบ     

สภาพแวดล้อมในชุมชน

  • ค่านิยมในชุมชนหรือสังคมที่ขัดกับที่โรงเรียน 
  • อิทธิพลของสื่อ สื่อสังคม  วัฒนธรรมในสังคม   รวมทั้งอาชีพที่ชักจูงเด็กและเยาวชนไปในทางเสื่อม เพื่อหาประโยชน์จากเด็ก
  • ชุมชนไม่เข้าร่วมกับโรงเรียนในการพัฒนาค่านิยมที่ดีของเด็กและเยาวชนของตน    หรืออาจไม่มีทรัพยากรสนับสนุน      

วิจารณ์ พานิช

๗ ก.ค. ๖๗