ว่าด้วย ลิงสัปดน

กัจฉปชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. กัจฉปชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๗๓)

ว่าด้วยฤาษีขอร้องเต่า

             (พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษีเมื่อจะล้อเล่นกับลิงทุศีล จึงกล่าวว่า)

             [๖๗] ใครหนอเดินมาเหมือนคนถือภัตตาหารมาเต็มถาด เหมือนพราหมณ์ได้ลาภเต็มมือ เจ้าไปเที่ยวภิกขาจารที่ไหนหนอ เข้าไปหาผู้มีศรัทธาคนใดมา

             (ลิงทุศีลได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

             [๖๘] ข้าพเจ้าเป็นลิงโง่เขลาจับต้องสิ่งที่ไม่ควรจับต้อง ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงช่วยปล่อยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วจะไปยังภูเขา

             (พระโพธิสัตว์เจรจากับเต่าว่า)

             [๖๙] ธรรมดาเต่าเป็นต้นตระกูลกัสสปโคตร ลิงเป็นต้นตระกูลโกณฑัญญโคตร กัสสปะ ท่านจงปล่อยโกณฑัญญะเสียเถิด ท่านได้เคยร่วมเมถุน (เคยร่วมเมถุน ในที่นี้หมายถึงเต่าเคยเสพสังวาสกับลิง) กันมาแล้ว

กัจฉปชาดกที่ ๓ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

กัจฉปชาดก

ว่าด้วย ลิงสัปดน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการสงบระงับความทะเลาะแห่งอำมาตย์ทั้งสองของพระเจ้าโกศล จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ก็เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้กล่าวไว้แล้วในทุกนิบาตนั่นแล.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นกาสิกรัฐ พอเจริญวัยแล้ว เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างในเมืองตักกสิลา แล้วละกามทั้งหลายออกบวชเป็นฤาษี สร้างอาศรมบทอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้หิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้ว เล่นฌานสำเร็จการอยู่ในที่นั้น.
               ได้ยินว่า ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีตนเป็นกลางอย่างยิ่ง ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ลิงทุศีลซุกซนตัวหนึ่งมาถึงก็เอาองคชาตสอดเข้าในช่องหูทั้งสองข้าง ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ห้ามวางเฉยอยู่นั่นแหละ.
               อยู่มาวันหนึ่ง เต่าตัวหนึ่งขึ้นมาจากน้ำนอนผิงแดดอ้าปากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. ลิงโลเลตัวนั้นเห็นดังนั้น จึงได้สอดองคชาตเข้าในปากของเต่านั้น. ลำดับนั้น เต่าตื่นขึ้นจึงงับองคชาตของลิงนั้นไว้ เหมือนกับใส่ไว้ในสมุคฉะนั้น เวทนามีกำลังเกิดขึ้นแก่ลิงนั้น มันไม่สามารถจะอดกลั้นเวทนาได้ จึงคิดว่า ใครหนอจักปลดเปลื้องเราจากทุกข์นี้ เราจักไปหาใครดี แล้วมาคิดว่า คนอื่นชื่อว่าผู้สามารถปลดเปลื้องเราจากทุกข์นี้ ยกเว้นพระดาบสเสีย ย่อมไม่มี เราควรจะไปหาพระดาบสเท่านั้น คิดแล้วจึงเอามือทั้งสองอุ้มเต่าไปหาพระโพธิสัตว์.
               พระโพธิสัตว์ เมื่อจะทำการเยาะเย้ยลิงทุศีลตัวนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ใครหนอเดินมา เหมือนบุคคลผู้รวยอาหาร เหมือนพราหมณ์ผู้ได้ลาภมาเต็มมือ ท่านไปเที่ยวภิกขาจารที่ไหนหนอ หรือท่านเข้าไปหาผู้มีศรัทธาคนไรมา.
               วานรทุศีลได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ดูก่อนท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นลิงทรามปัญญา จับต้องสิ่งที่ไม่ควรจับต้อง ขอพระคุณเจ้าโปรดเปลื้องข้าพเจ้าให้พ้นทุกข์ด้วยเถิด ขอความเจริญจงมีแก่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าพ้นจากความฉิบหายนี้แล้วจะไปอยู่ที่ภูเขา.
               พระโพธิสัตว์ เพราะความกรุณาในลิง
               เมื่อจะเจรจากับเต่า จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               เต่าทั้งหลายเป็นสัตว์สืบเนื่องมาจากกัสสปโคตร ลิงทั้งหลายเป็นสัตว์สืบเนื่องมาจากโกณฑัญญโคตร ดูก่อนเต่าผู้เทือกแถวกัสสปโคตร ท่านจงปล่อยลิงผู้เทือกแถวโกณฑัญญโคตรเสียเถิด ท่านคงเคยทำเมถุนธรรมกันแล้ว.
               คาถานั้นมีใจความว่า
               ธรรมดาเต่าทั้งหลายเป็นกัสสปโคตร ส่วนลิงทั้งหลายเป็นโกณฑัญญโคตร ก็กัสสปโคตรกับโกณฑัญญโคตรต่างมีความสัมพันธ์กันและกันโดยอาวาหะและวิวาหะ คือนำเจ้าสาวมาบ้านเจ้าบ่าว และนำเจ้าบ่าวไปบ้านเจ้าสาว ลิงโลเลกับท่าน หรือท่านกับลิงทุศีลตัวนี้ คงจะได้กระทำเมถุนธรรม กล่าวคือกรรมของผู้ทุศีล อันสมควรแก่เมถุนธรรม คือที่เหมือนกับโคตรทำมาแล้วเป็นแน่ เพราะฉะนั้น ดูก่อนเต่าผู้เป็นกัสสปโคตร ท่านจงปล่อยลิงผู้เป็นโกณฑัญญโคตรเสียเถิด.
               เต่าได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์มีความเลื่อมใสในเหตุผล จึงปล่อยองคชาตของลิง.
               ฝ่ายลิงพอหลุดพ้นเท่านั้นได้ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วหนีไป ทั้งไม่กลับมามองดูสถานที่นั้นอีก.
               ฝ่ายเต่าไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว ได้ไปยังที่อยู่ของตนทันที.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               เต่าและลิงในครั้งนั้นได้เป็น อำมาตย์ ๒ คนในบัดนี้
               ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล

               จบ อรรถกถากัจฉปชาดกที่ ๓               
               -----------------------------------------------------