จากประสบการณ์ชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบทั้งความล้มเหลว และประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไป แต่เมื่อย้อนหลังทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ผมพบว่า “ชีวิตความเป็นครูประสบผลสำเร็จมากกว่าชีวิตส่วนตัว”
ผมได้เล่าประสบการณ์ของผม สมัยเป็นนักเรียน เป็นครู เป็นวิทยากร เป็นที่ปรึกษา ในวาระต่างๆ ทั้งแนวคิดและแนวทางในการเรียนรู้ และการทำงานของผมจนเป็นบทความ ๑๕ ตอน ซึ่งก็มีทั้งความล้มเหลว และความสำเร็จ แต่ก็หวังว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ และประสบพบเจอมา คงพอจะเป็นแนวทางการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แก่เพื่อนครูและผู้อ่านได้บ้าง
.
ผมเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า “การจะเป็นครูที่ดีนั้นไม่ยาก เพราะแค่มีจิตใจรักเด็ก เมตตาเด็ก สงสารเด็ก อยากช่วยเหลือเด็ก อยากพัฒนาเด็ก อยากกระตุ้นเด็กให้ก้าวหน้าเติบโตอย่างแท้จริงทั้งความรู้ ความคิด และนิสัย ใจคอ(หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“มีจิตวิญญาณความเป็นครู”นั่นแหละ) ไม่ช้าคนผู้นั้นก็จะหาวิธีการ เทคนิคใหม่ๆ มาพัฒนาการสอนของตัวเอง แก้ปัญหาให้เด็กได้เรียนรู้จนสำเร็จผลตามที่คาดหวังไว้”
จากประสบการณ์ของผม ผมพบว่า “ครูที่เด็กชื่นชม เคารพ ในขณะที่เรียน หรือหลังจากที่เรียนจบไปนานแล้ว มักเป็นครูที่รอบรู้ ชอบกระตือรือร้นในการสอน ทำสิ่งที่สอนให้เรียนรู้ อธิบายเข้าใจง่าย มีเมตตาต่อศิษย์ทุกคน และถ้ายิ่งทำให้สิ่งที่เด็กเรียนรู้นั้นมีคุณค่า เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงของเด็ก สามารถฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตจริง โดยเข้มงวดกวดขันในการเรียนของเด็กจนกว่าจะบรรลุผล/เกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูผู้นั้นจะได้รับความนับถือ ศรัทธาจนตลอดชีวิตของเด็กอย่างแท้จริง"
ส่วนครูที่เอาใจเด็ก ตามใจเด็ก ยอมโอนอ่อนต่อเด็ก เพื่อให้เด็กชื่นชม เห็นเป็นครูใจดี มักจะเป็นครูที่ไม่เก่ง สอนไม่รู้เรื่อง ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่สอน แม้ในขณะเรียนจะชอบก็ตาม แต่ในอนาคตเด็กจะไม่เคยจดจำครูคนนี้ได้ ส่วนครูที่เด็กเกลียดทั้งขณะที่เรียนและจบไปแล้วก็ตาม คือ ครูเจ้าอารมณ์ ขี้บ่น ชอบด่า ชอบตำหนิอย่างไม่มีเหตุผล, ลำเอียง, ไม่ยุติธรรม(2 มาตรฐาน) ชอบลำเลิกบุญคุณความดี หรือพูดจากระทบแดกดันพ่อแม่บุพการีของเด็ก
จริงๆแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าคนที่ต้องการมาเป็นครูทุกคน ล้วนมักมีจิตใจที่ปรารถนาดีต่อเด็กเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ทุกคนอยากสอนเด็กให้เรียนเก่ง เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับนักเรียน ยิ่งตอนบรรจุหรือเป็นครูใหม่ๆ ยิ่งมีความรู้สึกเช่นนี้มากทุกคน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทำไมเขาเหล่านั้นไม่สามารถเป็นครูที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ จนเกษียณอายุได้ล่ะ ผมคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น
๑. เกิดความเบื่อ โดยเฉพาะเบื่อกับระบบราชการที่มีกฎระเบียบหยุมหยิมในการกำกับ ควบคุมมากเกินไป ยิ่งถ้าผู้บริหารและครูรุ่นพี่ี่เห็นครูที่ชอบ/บ้าแต่สอน ไม่สนใจเป็นลูกน้องหรือแสดงการพินอบพิเทา ก็มักเอากฏระเบียบเหล่านั้น “มาอ้าง” เพื่อขัดขวางการทำงาน แม้ว่าสิ่งนั้นจะช่วยพัฒนานวัตกรรม/วิธีการสอนใหม่ๆ ก็ตาม
๒. ท้อแท้กับนักเรียนที่ถูกการเลี้ยงดูแบบเทวดา ไม่เห็นความปรารถนาดีในการสอน หรือการช่วยเหลือของครู คิดแต่ว่าครูชอบมาจู้จี้จุกจิก ห้ามนั่นห้ามนี่ กวดขันเข้มงวดการเรียนเกินไป ไม่เข้าใจจิตใจเด็ก จึงพากันต่อต้านครู
๓. เบื่อผู้บริหารที่ชอบสั่งให้ครูช่วยทำงานพิเศษ/กิจกรรมโครงการเอาหน้าของโรงเรียนเป็นประจำ ผู้บริหารบางคนก็ให้ไปช่วยทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะของตัวเอง จนต้องทิ้งการสอนที่ตัวเองรักมากขึ้นทุกวัน ยิ่งเจอผู้บริหารบ้าอำนาจ หลงตน ถ้าขัดใจไป ก็จะกลั่นแกล้ง บีบคั้น กดดัน ข่มขู่ หรือคอยพูดแขวะอยู่เสมอ
เมื่อเหตุการณ์ในสถานศึกษา ไม่เอื้อต่อการเป็นครูที่ดีได้ ถ้าย้ายได้ก็จะย้าย ถ้าย้ายไม่ได้ หลบเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องเลือกเอาชีวิตที่มีปัญหาในการทำงานน้อยที่สุด เช่น เอาใจผู้บริหาร หรือรับตำแหน่งงานพิเศษช่วยเหลือสถานศึกษาในหน้าที่ต่างๆ เป็นหัวหน้างาน/ฝ่าย/กลุ่ม หรือไม่สนใจงานสถานศึกษา หันมาทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะ หรือออกไปหากิจกรรมภายนอกสถานศึกษาทำดีกว่า ไม่สนใจการสอน เด็กจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ถึงเวลาก็มาพูดๆ แล้วก็สั่งงานให้เด็กทำเท่านั้น สุดท้ายรัฐก็สูญเปล่า ลงทุนงบประมาณมหาศาลในแต่ละปี แต่เด็กส่วนมากขาดความรู้ความสามารถ ทักษะ ไร้คุณภาพที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญ ก้าวหน้าได้
ผมเคยพบสถานศึกษาหลายแห่ง ที่แม้ขาดผู้บริหารไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง บางแห่งก็เป็นปี มีครูรักษาการและครูทำงานกันเอง กลับปรากฏว่า การเรียนรู้ของนักเรียนกลับมีคุณภาพมากขึ้น เรียนกันเก่งขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลากับผู้บริหารที่ชอบโยนงานตัวเองให้ครูทำ ไม่ต้องมีกิจกรรม/โครงการที่ผู้บริหารคิดทำ หรือทำตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งมา เพื่อสร้างผลงานให้ตัวเองได้หน้า ได้ชื่อเสียง ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เลื่อนวิทยฐานะอีก ทำให้มีความสุขกาย สบายใจ สามารถทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อนักเรียนได้อย่างเต็มที่
ยุคหนึ่งรัฐ (ยุคพรบ.การศึกษา ๒๕๔๒ และ ยุค คสช.) พยายามให้สถานศึกษามีแต่ครู และหัวหน้าครู ส่วนงานธุรการ พัสดุครุภัณฑ์ การเงิน และอาคารสถานที่ ยกให้ อบต.,เทศบาล, อำเภอ, จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการจัดหาให้เอื้อต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ แต่ผู้บริหารโรงเรียนยุคนั้นต่างพากันต่อต้าน เพราะอยากเป็นทั้งผู้อำนวยการสำนักงานและหัวหน้าครู เพื่อได้เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนวิทยฐานะ และเงินได้ง่ายกว่าเป็นผู้อำนวยสำนักงานอย่างเดียว
และอีกประการหนึ่ง คือ อยากมีอำนาจ อยากให้ครู "เป็นลูกน้อง - เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา” ผมเข้าใจว่าเหตุผลหลังสุดนี่แหละ คือ สาเหตุที่แท้จริง เพราะในจิตใต้สำนึกของคนทุกคน(อีริค ฟรอมม์) มักอยากมีอำนาจ อยากสั่งการ อยากอยู่เหนือกว่าคนอื่น และจิตวิทยาด้านประสาท (Neuro psychology) ยังวิจัยพบว่า เมื่อคนมีอำนาจ เริ่มบ้าอำนาจ จะไม่ค่อยเห็นใจหรือเข้าใจคนอื่นน้อยลง เพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่า ดีกว่า มีคุณค่า คิดถูกต้องกว่าใคร (พูดง่ายๆ คือ กูเป็น “ผ.อ.” ที่เป็น “เจ้านาย” มึงนะ)
ขนาด คสช. มีอำนาจเต็มเปี่ยม สั่งจับใครติดคุกหรือประหารชีวิตใครก็ได้ตามใจผู้สั่ง ก็ยังไม่สามารถจัดการให้สถานศึกษามีแต่ครูพวกเดียวได้เลย
ดังนั้น คนที่ยังมีอุดมคติ "อยากเป็นครู" ก็ต้องทำใจ และพยายามปล่อยวางดีกว่า คิดเสียว่าเป็นวิบากกรรมของคนไทยที่ต้องเรียนรู้ซ้ำซากเช่นนี้จนชั่วฟ้าดินสลายน่ะครับ (ฮา)
และอีกประการหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ ผมเห็นว่าการที่เราไม่สามารถจัดการศึกษาให้มีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนนั้น เป็นเพราะสาเหตุ ๒ ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ผู้บริหารระดับกระทรวงหรือกรมยังขาดการกำกับ ติดตามอย่างแท้จริง (ไม่เอาจริง)ให้สถานศึกษาจัดการศึกษาให้เป็นไปตามหลักสูตร และยุทธศาสตร์นโยบายที่วางไว้ และประการที่สอง ไม่มีเป้าหมายที่เป็นผลผลิต(Output) / ผลลัพธ์(Outcome) ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแนวทาง/ทิศทางจุดมุ่งหมายในการทำงาน และพัฒนาศักยภาพในการจัดการศึกษา และการทำงานของสถานศึกษาให้สูงขึ้น
จากประสบการณ์ชีวิตครู และการทำงานของผมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามาประมาณ ๔๐ ปี ทำให้ผมมั่นใจว่า ถ้าผู้บริหารสถานศึกษา หรือครู ได้กำหนดเป้าหมายในการทำงาน หรือการสอน จะทำให้ผู้บริหารและครูมีทิศทางจุดมุ่งหมายในการทำงานหรือการสอนอย่างชัดเจน และอีกประการหนึ่งสามารถช่วยให้ผู้บริหารและครูสามารถคิดหากลยุทธ์ หรือวิธีการที่จะพัฒนาประสิทธิภาพตามศักยภาพได้อย่างสูงขึ้น และได้ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีความสุขและความภูมิใจ
เป้าหมายสถานศึกษาในระยะเวลา ๕ ปี เช่น
| ๑. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา |
| ๒. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เลือกเรียนระดับอุดมศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์,เทคโนโลยี,คณิตศาสตร์ ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๐ คน |
| ๓. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ มีคะแนนภาษาอังกฤษเทียบเท่า TOEFL มากกว่า ๔๕๐ คะแนน |
| ๔. | นักเรียนโรงเรียน.....................ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันต่าง ๆ ระดับชาติและระดับนานาชาติ |
| ๕. | นักเรียนโรงเรียน.....................ผ่านการคัดเลือกรอบแรกโครงการส่งเสริมจากรัฐ มากกว่า ๑๐๐ คน ต่อปี |
| ๖. | นักเรียนโรงเรียน.....................ร้อยละ ๘๐ มีทักษะทางการช่างพื้นฐาน มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดพัฒนาแก้ไขปรับปรุงเครื่องใช้ในบ้าน/เครื่องมือทางการเกษตรพื้นฐานได้ |
| ๗. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีผลการทดสอบแห่งชาติ(O-net) เฉลี่ยมากกว่าร้อยละ ๖๐ และสูงขึ้นปีละ ๕ % |
| ๘. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีผลการทดสอบแห่งชาติ(O-net) เฉลี่ยมากกว่าร้อยละ ๖๐ และสูงขึ้นปีละ ๕ % |
| ๙. | นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ที่โรงเรียนตั้งไว้ ๘ ใน ๑๐ คนจะต้องเลือกโรงเรียน.........เป็นตัวเลือกอันดับแรกในการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย |
เป้าหมายสถานศึกษาในระยะเวลา ๑๐ ปี (ความใฝ่ฝัน)
| ๑. | นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียน..................... ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป |
| ๒. | นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียน..................... ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ สามารถทำงานในองค์กรต่างๆ จนประสบความมั่นคง ความสำเร็จ และเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้อย่างมีความสุข |
เป้าหมายระดับชั้นเรียน
| ๑ | นักเรียนระดับชั้น....................มีผลการเรียนระดับ ๔ มากกว่า ๑๐๐ คน ต่อภาคเรียน |
| ๒ | นักเรียนระดับชั้น....................ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันในระดับต่าง ๆ ร้อยละ ๑๐ ต่อปี |
| ๓ | นักเรียนระดับชั้น.....................ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ร้อยละ ๙๐ ต่อภาคเรียน |
| ๔ | นักเรียนระดับชั้น....................ผ่านการประเมินการคิด วิเคราะห์ ร้อยละ ๘๐ ต่อภาคเรียน |
เป้าหมายระดับวิชา
ตัวอย่าง : วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
| ๑ | เขียน และอ่าน ตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก เขียนใหญ่ เขียนเล็กได้ถูกต้อง สวยงาม |
| ๒ | นำเสนอความรู้ทางภาษาอังกฤษในรูปของแฟ้มสะสมงาน /ชิ้นงาน จำนวน ๕ ชิ้นขึ้นไปได้ |
| ๓ | เขียน อ่าน และบอกความหมายคำศัพท์พื้นฐานในโรงเรียน บ้าน สถานที่ต่างๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ กีฬา และอื่นๆ ที่กำหนดให้ ๕๐๐ คำขึ้นไปได้ |
| ๔ | อธิบายและท่องรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสื่อสารชีวิตประจำวันได้ ๑๒ ประโยคได้ |
| ๕ | ใช้ภาษาถูกต้อง ๔๐ ประโยค ตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เช่น V to be, V to have, a,an,the , This is, That is, Adjective ,can เป็นต้น |
| ๖ | ใช้ประโยคภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณี และเทศกาลต่างๆของเจ้าของภาษาตามสถานการณ์ที่กำหนดให้ ๕ สถานการณ์ เช่น classroom action, everyday activities, personal information ฯลฯ |
| ๗ | เล่าเรื่องหน้าชั้นเรียนต่อเพื่อนและครู จำนวน ๖ ครั้งขึ้นไป (จากเรื่องที่ชม/ฟัง/อ่านนิทาน-การ์ตูนภาษาอังกฤษจากที่ต่างๆได้ |
| ๘ | อ่านนิทานภาษาอังกฤษจำนวน ๑๕ หน้าขึ้นไป ได้ ๖ เรื่อง |
“ลองทำดูนะครับ”
ก็หวังว่าท่านที่ยังมีอุดมคติความเป็นครู มีปณิธานมุ่งมั่นที่อยากช่วยเหลือเด็ก พัฒนาเด็ก ให้ประสบความสำเร็จ ลองวางเป้าหมายให้กับวิชาที่ตนเองสอน หรือสถานศึกษาที่ตนเองบริหารบ้างนะครับ ผมรับรองได้ว่า ท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิด วิธีการทำงาน วิธีการแก้ปัญหา และจิตใจที่ดีขึ้น เจริญขึ้น จนสามารถสร้างความภูมิใจ และความสุขในชีวิตความเป็นครูได้อย่างแน่นอนครับ
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ รตฺตนตฺยานุภาเวน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ฯ




