พัฒนามาจากการสนับสนุนทุน และ คำแนะนำและข้อเสนอแนะ ผ่านความช่วยเหลือของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้นักวิจัยไทยบางคนเสพติด และไม่สามารถทำงานวิจัยอย่างอิสระด้วยตัวเอง

การพัฒนางานวิจัยในเมืองไทยอดีต ได้เริ่มพัฒนามาจากการสนับสนุนทุน และ คำแนะนำและข้อเสนอแนะ ผ่านความช่วยเหลือของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้นักวิจัยไทยบางคนเสพติด และไม่สามารถทำงานวิจัยอย่างอิสระด้วยตัวเอง ได้ ที่ทำให้เกิดผลกระทบในทางการพัฒนาการวิจัยที่ทำอยู่ในปัจจุบัน หลายๆ ประการ เช่น

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๑  นักวิจัยไทยบางคนคิดหัวข้อวิจัยไม่เป็น  </p><p>  เรื่องนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากที่เราไม่เคยฝึกคิด ฝึกซักถาม ฝึกวางสมมุติฐาน ฝึกค้นหาคำตอบ แต่เราฝึกกันให้เชื่อครูบาอาจารย์ เชื่อตำรา จนหัวปักหัวปำ พอถึงวันที่จะต้องทำงานวิจัยก็เลยคิดไม่ออก เพราะทุกอย่างมีข้อสรุปอยู่แล้ว ไม่รู้จะถามไปทำไม  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากที่นักวิจัยของเราไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้ต่างชาติ ทั้งในนามของการเป็นนักศึกษา หรือผู้ร่วมวิจัย ก็แล้วแต่ เมื่อไม่มีหัวหน้ามาคิดแทนเรา เราก็เลยคิดไม่เป็น </p><p>ประการที่ ๒  นักวิจัยไทยจำนวนมากไม่ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในการวางโครงร่างการวิจัย  </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> มีการเขียนโครงการวิจัยแบบไม่ค้นหาสาเหตุของปัญหา เขียนไปตามความคิด เลื่อนไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่วิเคราะห์ว่า สาเหตุและปัญหามีอะไรบ้าง แนวทางในการแก้ไขปัญหามีอยู่กี่รูปแบบ และวิธีการที่จะนำเสนอในการแก้ปัญหานั้นมีอยู่กี่แบบ และแบบที่เสนอมาดีมากน้อยกว่าแบบอื่น ๆ อย่างไร ทำให้โครงการวิจัยที่เขียนไม่ค่อยมีความหมาย ไม่ค่อยมีประโยชน์ และไม่ค่อยได้รับอนุมัติทุนวิจัย</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๓  นักวิจัยไทยจำนวนมากไม่พร้อมที่จะทำงานวิจัยที่สามารถส่งผลในเชิงรูปธรรมของการพัฒนา</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่พร้อมที่จะทำงานในลักษณะที่เก็บข้อมูลมา แล้วก็นำเสนอ จบๆ กันไป ไม่จำเป็นต้องมีหรือสร้างผลกระทบ ไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์ ขอให้สักแต่ว่าเป็นการเก็บข้อมูลมานำเสนอก็พอ บางทีก็เน้นแค่การตีพิมพ์ที่มีนักวิชาการประเภทเดียวกันอ่านกันเอง ไม่มีการประเมินผลกระทบที่แท้จริง จึงทำให้งานวิจัยขาดคุณภาพ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๔  นักวิจัยไทยจำนวนมากไม่ถนัดในการทำงานวิจัย</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แต่ถนัดในการรวบรวมข้อมูลและนำเสนอ อันเนื่องมาจากงานวิจัยนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์ วิจารณ์ หาข้อสรุปของประเด็นที่ทำงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับนักวิจัยไทยโดยทั่วไป จึงเป็นผลงานที่ไม่ค่อยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ แต่ก็ยังเรียกว่า เป็นงานวิจัยอยู่</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๕  นักวิจัยไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำงานกับผู้ที่จะใช้ผลงานโดยตรง </p><p>  ทั้งนี้เพราะการทำงานเช่นนั้นต้องจริงจัง และจริงใจ ทำเล่นทำหัว ไม่ได้ ความสำเร็จของงานจะถูกตรวจสอบด้วยการนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ได้เป็นหลัก ซึ่งทำให้นักวิจัยอึดอัด เพราะไม่แน่ใจว่างานที่ทำนั้นจะเกิดประโยชน์หรือไม่ จึงมักจะมีการหลบเลี่ยงที่จะไม่ทำงานประเภทนี้ </p><p>ประการที่ ๖  นักวิจัยไทยส่วนใหญ่ชอบทำงานเชิงเดี่ยว   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาที่มีปัจจัยหลาย ๆปัจจัยมาปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ได้รับการศึกษาวิจัย แต่เน้นการทำงานวิจัยเพียงปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่สามารถจะนำผลงานที่ได้ไปใช้ในการทำงาน ในสถานการณ์ที่เป็นจริง</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๗  นักวิจัยไทยบางคนไม่ชอบทำงานแบบบูรณาการ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>   ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานแบบบูรณาการนั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือผลคูณของงานในแต่ละส่วน ถ้ามีปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดมีค่าเป็น ๐ ผลลัพธ์ก็จะเท่ากับ ๐ ทันที ทำให้เสมือนหนึ่งว่างานล้มเหลว  ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในโครงการชุด ที่ต่างคนต่างทำแล้วเอามารวมกัน ก็ยังจะได้คำตอบจากผลรวมต่างๆ เหล่านั้นอย่างแน่นอน  โดยไม่จำเป็นว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประการที่ ๘  นักวิจัยไทยไม่ชอบทำงานกับผู้ด้อยโอกาส </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สาเหตุมาจาก การทำงานกับผู้ด้อยโอกาสเป็นเรื่องยาก อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเสียเวลา สู้ทำงานกับคนมีฐานะดี หรือในระบบสังคมที่พร้อมจะมีโอกาสประสพผลสำเร็จมากกว่า</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากลักษณะ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น เป็นสาเหตุให้งานวิจัยของเมืองไทย ยังไม่ค่อยบรรลุเป้าหมายของการพัฒนา ยังเป็นงานในลักษณะทำเพื่อตีพิมพ์ ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ โดยผู้ที่ต้องการผลงานวิจัย ทำให้เป็นการสูญเสียงบประมาณและทรัพยากรของประเทศอย่างรุนแรง </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ยังมีปัญหาการพิจารณาโครงร่างโครงการวิจัย แบบผลัดกันเกาหลัง พวกมากลากไป “Peer Review” แบบช่วยๆกัน ทำให้โครงการที่ขาดคุณภาพแต่มีคนเห็นพ้องมากๆ ได้รับการสนับสนุน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการวิจัยที่ดี และโครงการที่ดีแต่ไม่ค่อยมีใครทราบก็จะไม่ได้รับอนุมัติ ที่ทำให้งานวิจัยของไทยเราย่ำอยู่กับที่ ไม่มีอะไรใหม่ งานวิจัยดีๆอาจไม่ได้เกิด หรือทำงานแบบวนอยู่ในโอ่ง</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังที่ท่าน นพ.วิจารณ์  พานิช ได้กล่าวไว้ในบล็อกนี้ ว่า งานวิจัยของประเทศไทยยังเป็นการสูญเสีย และไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราลองมาหาวิธีการพัฒนางานวิจัยของไทยกันหน่อยดีไหมครับ</p>  ทั้งนักวิจัย และหน่วยงานให้ทุนต่างๆ