หนังสือ Group Genius : The Creative Power of Collaboration  เขียนโดย Keith Sawyer    บอกผมว่า การศึกษาไทยต้องเน้นส่งเสริมเกื้อหนุนให้นักเรียนมี Collaborative Mindset   มากกว่า Competitive Mindset   ครูและพ่อแม่ต้องมีวิธีให้เด็กตระหนักด้วยตนเอง ว่าการร่วมมือกัน นำไปสู่การสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ดีกว่ามุ่งทำคนเดียวแบบแข่งขันกัน   

ระบบนิเวศทางวัฒนธรรมในโรงเรียนจะต้องเป็นอย่างไร จึงจะลดทอนการแข่งขัน และเพิ่มความร่วมมือในหมู่นักเรียน (และในหมู่ครู)   เป็นประเด็นที่ครูและผู้บริหารของแต่ละโรงเรียนต้องนำมาเสวนากัน

ผมตีความว่า การเรียนเป็นทีม   และการใช้เครื่องมือ Think – Pair – Share อย่างเป็นกิจวัตร   จะเป็นประสบการณ์ตรงของนักเรียน ให้เห็นว่า “สองหัวดีกว่าหัวเดียว”   และการ “ให้” แก่กันและกัน ส่งผลให้ทุกคน “ได้” เพิ่มขึ้น    และทั้งกลุ่ม “ได้” มากกว่าความรู้หรือความฉลาดที่เป็น “ปัญญาภายนอก”   แต่ช่วยให้ได้ “ปัญญาภายใน” หรือ A – Attitude  ในเป้าหมายพัฒนา VASK     คือได้ท่าทีหรือเจตคติด้านความร่วมมือ ในลักษณะ “ให้และรับ” (Give and Take) 

หลังจากใช้  Think – Pair – Share ไประยะหนึ่ง   ครูควรชวนนักเรียนตั้งวงสานเสวนา   ร่วมกันตอบคำถามว่า  Think – Pair – Share ให้ประโยชน์อะไรแก่นักเรียน    โดยครูต้องตั้งคำถามต่อเมื่อนักเรียนตอบ    เพื่อให้นักเรียนฉุกคิด สู่การทำความเข้าใจคุณค่าของความร่วมมือ   

มองจากมุมของ Transformative Learning   ครูต้องตั้งเป้าการเรียนรู้ส่วนของ V และ A  ใน VASK ว่าหากพบว่ามีนักเรียนที่สมาทาน Competitive Mindset   ต้องหาวิธีช่วยให้ศิษย์เหล่านั้นเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ Collaborative Mindset ให้จงได้    เพราะเป็นการวางรากฐานชีวิตที่ดีในอนาคต   

กลับมาที่ความร่วมมือในสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการ    หนังสือบอกว่า ต้องใช้กลไกของสองขั้วตรงกันข้าม    คือการ จัดโครงสร้างการทำงานที่หนุนให้เกิดความร่วมมือ หรือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ   กับการหนุนให้เกิดการ “ด้นกลอนสด” (improvisation) ของความร่วมมือ และการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ     

บทที่ ๘ Organizing for Improvization    สื่อว่าการจัดโครงสร้างการทำงานไม่ใช่ว่าจะนำสู่ความแข็งตัวเสมอไป    แต่มีหลักการจัดให้เกิดการ “ด้นสด” ได้ง่าย   

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ใช้คนให้ตรงตามความถนัด   ไม่ใช่มองว่าต้องใช้คนอย่างเสมอภาคกันด้านความรับผิดชอบ   

โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ เครือข่ายโซเชี่ยล    และ collaborative web เพื่อแชร์ไอเดีย  ที่จะช่วยกระตุ้นความสร้างสรรค์ของสมาชิก     

เมื่อเข้าไปอ่านบทที่ ๘ จึงพบว่ารายละเอียดมาจากการวิจัยในภาคธุรกิจ   ที่ประเด็นหนึ่งที่เขาสื่อคือ มีงานวิจัยที่บอกว่า ระดับการลงทุนด้าน R&D ของบริษัท ไม่มีสหสัมพันธ์กับผลประกอบการ   อธิบายว่า เพราะบริษัทเหล่านั้นดำเนินการ R&D แบบแยกส่วน    คือใช้หลักการ linear creativity   ไม่ใช่ group creativity   แบบกระจาย และส่งต่อจากล่างขึ้นบน    หรือกล่าวใหม่ได้ว่า เพราะใช้หลัก individual genius   ไม่ใช่ group genius       

ในบทที่ ๘ มีการเสนอเคล็ดลับ ๑๐ ประการของ Collaborative Organization    โดยประการที่ ๗ คือ การจัดการความรู้ (KM – Knowledge Management) สู่นวัตกรรม   ที่ความรู้สำคัญมาจากผู้ปฏิบัติงานที่หน้างาน   ซึ่งร้านที่มีสาขาเป็นเชนมีข้อได้เปรียบร้านที่โดดเดี่ยว   เขายกตัวอย่างการค้นพบวิธีทำพิซซ่าแบบหนึ่ง    ที่เมื่อสาขาหนึ่งค้นพบเคล็ดลับ    ก็สามารถแพร่ไปยังสาขาอื่นๆ อีก ๓๕ สาขาได้ทันที 

อีกรูปแบบหนึ่งของการใช้พลัง KM   คือการหมุนเวียนงาน   ที่จะช่วยให้มือใหม่ค้นพบวิธีทำงานแบบใหม่ที่ได้ผลดีกว่าเดิม    แล้วนำเสนอต่อองค์กร เพื่อนำไปใช้เป็นมาตรฐานวิธีทำงานแบบใหม่                                 

ผมชอบเคล็ดลับข้อที่ ๖  Improvise at the Edge of Chaos    ที่บอกว่าการทำงานสร้างสรรค์อย่างยืดหยุ่นที่เรียกว่า “ด้นสด” (improvise) นั้น    จะได้ผลดีต่อเมื่อใช้ ณ ชายขอบของความยุ่งเหยิงหรือไร้ระเบียบ (chaos)    กับความมีเระเบียบ (order)    ไม่ใช่ใช้ในสภาพไร้ระเบียบสุดๆ    หรือในสภาพเป็นระเบียบสุดๆ    ความสนุกอยู่ที่ตัวอย่างที่เขายกมา   

ผมฝันอยากเห็นการนำหลักการเหล่านี้มาใช้ในระบบการศึกษาไทย   ที่เวลานี้เรามุ่งใช้วิธีบริหารงานในสภาพใช้กฎระเบียบสุดๆ   ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้องได้

วิจารณ์ พานิช

๑๐ มี.ค. ๖๗