ปีการศึกษา ๒๕๒๑ ผมขอย้ายกลับภูมิลำเนา เดิมได้รับคำสั่งให้อยู่ที่โรงเรียนนครสวรรค์ ต่อมาใกล้เปิดภาคเรียน ทางศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ขอให้ไปช่วยสอนที่โรงเรียนมัธยมประจำตำบลหัวดงเหนือ อำเภอเก้าเลี้ยว เป็นโรงเรียนที่เพิ่งขออนุญาตจัดตั้งใหม่ โดยมีครู ๒ คน คือ ผมและครูใหญ่ อีกประมาณ ๒ เดือนกว่าจึงจะเริ่มมีครูมาบรรจุใหม่ ชาวบ้านช่วยกันก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว โดยใช้ไม้ยูคาลิปตัสทำเสา ที่ดูดีหน่อยคือหลังคามุงกระเบื้องจากวัดมอบให้ ส่วนอาคารเปิดโล่งยาวตลอดอาคาร ไม่มีฝาห้อง ประตูหน้าต่างแต่อย่างใด ใช้กระดานดำกั้นให้ดูเป็นห้องเรียน ส่วนข้างล่างทะลุมองเห็นกัน พื้นที่ในโรงเรียนมีต้นไม้ใหญ่อยู่แล้ว เพราะเดิมเป็นที่ทำนา และปลูกอ้อย ทำขี้ใต้จากต้นยางของชาวบ้าน จึงมีทั้งต้นยาง ต้นมะม่วง ต้นมะขาม ต้นอ้อย ต้นกล้วย ฯลฯ ต่อมาผมได้ให้นักเรียนช่วยกันปลูกต้นไม้รอบโรงเรียนเพื่อเป็นรั้วไปด้วย ส่วนมากปลูกไม้ยืนต้นประเภทสวยงาม เช่น ต้นคูณ ต้นหางนกยูง ต้นลั่นทม ต้นแค ต้นกันเกรา ต้นหูหนู ต้นหูกวาง เป็นต้น ส่วนในบริเวณโรงเรียนก็ปลูกต้นไม้ที่กินได้เพิ่มอีก เช่น มะยม พุทรา มะไฟ มะปราง มะขามเทศ กล้วย อ้อย ข้าวโพด มันเทศ ถั่วลิสง ฯลฯ ต้นไม้งอกงามเร็วมาก อาจเป็นเพราะดินที่ร่วนซุย และปุ๋ยชั้นดีของนักเรียน ทำให้ภาคเรียนที่สองและปีต่อมา นักเรียนจึงเก็บผลมากินเป็นของเล่น และอาหารกลางวันได้
เปิดปีแรกรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ปีสุดท้ายจากหลักสูตรเก่า และหลักสูตรใหม่ รวมประมาณ ๑๔๐ คน แบ่งนักเรียนออกเป็น ๔ ห้องเรียน ช่วงแรกมีสอนเป็นเรื่องเป็นราวแค่ ๒ วิชา คือ ช่วงเช้าสอนแค่วิชาภาษาไทย ผมเป็นคนสอน และคณิตศาสตร์ ครูใหญ่ท่านเป็นคนสอน ท่านสอนสนุกและเข้าใจง่าย เพราะท่านจบเอกคณิตศาสตร์มาโดยตรง ส่วนภาคบ่ายจะนำนักเรียนช่วยกันพัฒนาอาคารสถานที่ ทั้งหักร้างถางพง ทำสนามฟุตบอลหน้าอาคารเรียน ประตูฟุตบอลใช้ไม้ยูคาฯทำเสา สนามวอลเล่ย์บอลทำใต้ต้นยางใหญ่หลายต้นล้อมรอบ จึงกลายเป็นสนามกีฬาที่นักเรียนชอบมาก มาเล่นได้ทั้งวันเพราะร่มตลอด พื้นก็เป็นดินทราย เวลาทิ้งตัวจึงไม่เจ็บและเกิดแผล ในบางครั้งก็กลายเป็นสนามตระกร้อไปด้วย จากการที่นักเรียนเล่นกีฬากันบ่อยตลอดวัน ทำให้ฝีมือชำนาญขึ้น จนสามารถไปแข่งขันระดับจังหวัดกับโรงเรียนอื่นๆ จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ และปีต่อมาก็ชนะเลิศ เรียกว่าเป็นอานิสงส์ของสนามกีฬาใต้ต้นไม้แท้ๆ
บางวันก็พากันไปเอาทราย และหินกรวดจากแม่น้ำปิง มาทำเป็นพื้นปูนอาคารเรียน การสร้างห้องสุขา ช่วงแรกทำง่ายๆ แค่ขุดดินทำเป็นหลุมลึกประมาณ ๒.๕๐ เมตร ใช้ไม้พาดหลุม แล้วนำหัวส้วมหินขัดสีแดงแบบนั่งยองมาวางบนไม้ แล้วเกลี่ยดินรอบๆ ฝาก็กั้นจากไม้ที่เหลือ สามารถใช้ได้เป็นปี เพราะดินรอบๆเป็นดินทราย น้ำซึมได้ ไม่เต็มไว พอครบปีเริ่มราดไม่ลง เพราะมีแต่เนื้ออุจจาระ ก็ให้นักเรียนช่วยกันขุดหลุม ทำสุขาใหม่ ส่วนของเก่ามักเกณฑ์นักเรียนที่สอบไม่ผ่าน นำเนื้อฯไปฝังตามหลุมต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามเขตแดนโรงเรียน โดยอ้างว่า ถ้าไม่ตั้งใจเรียนให้ดี ก็ต้องไปทำงานที่ใช้แรงงาน (ที่จริงหลอกใช้งาน) เด็กก็ต้องจำใจยอมทำ แม้ไม่ชอบก็ตาม จนเปิดโรงเรียนครบ ๓ ปี จึงได้รับงบก่อสร้างจากทางราชการ มีอาคารเรียน อาคารประกอบ และห้องสุขาเป็นกิจจะลักษณะ
ปีแรกนั้นน้ำท่วมใหญ่ ท่วมโรงเรียนและชุมชนมิด หลังน้ำลด แต่พื้นที่หน้าอาคารเรียน ประมาณ ๓๐ ไร่ เป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำยังขังอยู่ จึงคิดริอ่านทำนาปรัง เพื่อหาเงินใช้หนี้ร้านค้าที่ไปซื้อวัสดุครุภัณฑ์ไว้ ตอนแรกไปหาซื้อกล้าข้าว แต่พอชาวบ้านรู้ว่าจะเอาไปทำนาใช้หนี้จึงยกให้ฟรีๆ พอได้กล้า ก็จะให้เด็กนักเรียนช่วยกันกันเจาะดิน แต่น้ำยังอยู่มาก ผู้ปกครองสงสารลูกหลานตัวเอง จึงอาสามาไถแปร และทำเทือกให้ไม่คิดค่าจ้าง ขอแค่เติมน้ำมันและสุรา ๒-๓ ขวด พอไถเสร็จก็ให้นักเรียนยืนเรียงหน้ากระดาน เอากล้าข้าวปักดำ จนสำเร็จ ตอนเกี่ยวข้าว ก็ให้นักเรียนยืนเรียงหน้ากระดาน นำมีดหรือเคียวช่วยกันเกี่ยวข้าว แล้วให้นักเรียนช่วยกันฟาดข้าวที่ราวไม้ จนได้ข้าวเปลือกเกือบ ๑๗ เกวียน ตอนนั้นเกวียนละประมาณ ๘๐๐-๙๐๐ บาท ได้เงินมาหลายหมื่น พอใช้หนี้ร้านค้าเกือบหมด
ปีต่อมาโรงเรียนจึงทำนา ทำไร่ข้าวโพดอีก ครบ ๓ ปี จึงใช้หนี้ได้หมดสิ้น และหลังจากนั้นทางราชการจัดสรรงบประมาณมาให้ จึงไม่ต้องไปก่อหนี้ยืมสินใครอีก ที่ต้องเป็นหนี้เพราะในยุคนั้น โรงเรียนที่ขอเปิดใหม่ต้องดำเนินการให้ได้ครบ ๓ ปี ทางกระทรวงศึกษษธิการจึงจะจัดสรรงบประมาณมาให้ก่อสร้างอาคารเรียน และงบใช้สอย ดังนั้น ๓ ปีแรก โรงเรียนจะต้องช่วยเหลือตนเอง บางแห่งก็ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนอย่างเต็มที่ แต่บางแห่งผู้บริหารและครูต้องช่วยกันหาเงินมาบริหารจัดการการเรียนการสอนให้มีคุณภาพเอาเอง เพราะชุมชนเข้าใจว่าทางราชการเข้ามาจัดการให้แล้ว
จากการที่โรงเรียนเปิดใหม่ จึงขาดแคลนครูครบทุกวิชา และเมื่อได้ครูมาครบทุกวิชา ก็มีเหตุให้ทุกบ่ายวันศุกร์ และเช้าวันจันทร์จะเหลือผมคนเดียว บางครั้งก็จะมีครูใหญ่อยู่ด้วย เพราะครูส่วนมากมาจากถิ่นอื่น ถึงวันศุกร์ก็ต้องกลับบ้านพร้อมเรือเที่ยวบ่ายสองที่ไปรับนักเรียนที่ไปเรียนในตัวจังหวัดกลับบ้าน (สมัยนั้นโรงเรียนที่ผมไปสอน จะเดินทางไปกลับจากตัวจังหวัดด้วยเรือหางยาวจะสะดวกที่สุด) พอถึงวันจันทร์ครูผมก็จะมาพร้อมกับเรือลำแรกเที่ยวเที่ยงที่รับชาวบ้านกลับจากการซื้อของ ทำให้ผมจึงแก้ปัญหาการจัดการเรียนสอนโดยบังเอิญ และต่อมาวิธีการนี้ จึงกลายมาเป็น “วิธีสอนที่ดีที่สุด” ในชีวิตความเป็นครูของผม รวมทั้งผมได้ประยุกต์วิธีนี้สอดแทรกตลอดทุกปีที่ผมสอนเสมอ จนผมเลิกทำงานในวงการศึกษาไม่กี่ปีนี่เอง
ช่วงแรกที่มาอยู่โรงเรียนนี้ ผมนำวิธีการที่ได้มาจากโรงเรียนแรก คือ การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดมาส่งวันละ ๑ หน้า และการอ่านหนังสือคนละ ๑ หน้ามาใช้กับนักเรียนที่นี่ด้วย เพราะดูๆก็มีลักษณะสภาพปัญหาที่คล้ายกัน แต่เมื่อปัญหาของที่นี่เกิดจากมีครูไม่ครบทุกวิชา และขาดครูในบางวัน ตอนแรกผมก็ใช้วิธีเรียกประชุมนักเรียนมารวมกันทุกห้อง เพื่ออบรมแนะนำในเรื่องต่างๆ แต่เมื่อหลายครั้งทั้งเด็กและผมก็เบื่อประชุม เพราะไม่มีเรื่องจะคุย แต่จะปล่อยไปเล่นอย่างอิสระก็ไม่ได้ เพราะมีครูคนเดียว
ครั้งหนึ่งในช่วงบ่ายวันศุกร์ ก่อนจะถึงชั่วโมงประชุมเพื่อไหว้พระสวดมนต์ก่อนกลับบ้าน ผมจึงเรียกรวมทุกห้องเข้าที่ประชุม ตอนแรกก็ว่าจะพูดแนะนำอะไรไปตามประสาคนหวังดี (บ่น) แต่วันนั้นผมเกิดอาการเบื่อที่จะพูด ผมจึงเปลี่ยนให้สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิก่อน แล้วให้นักเรียนเอาหนังสือเรียนภาษาไทยขึ้นมาอ่าน และตอบคำถามท้ายเรื่องที่อ่าน ใครเสร็จแล้วให้มาส่ง ผมตรวจสอบว่าถูกต้องและเรียบร้อยครบถ้วน ก็ให้ออกไปเล่นหรือทำงานของตัวเอง จนถึงเวลาเลิกเรียนตามปกติก็กลับบ้านได้
พอมีเพื่อนนักเรียนหลายคนทำเสร็จก็ไปเล่นได้ ผมสังเกตเห็นนักเรียนในที่ประชุมต่างตื่นตัว กระฉับกระเฉงขึ้นมาทันทีเพราะอยากไปวิ่งเล่นบ้าง ผมเห็นว่าแปลกดีที่เกิดการกระตุ้นขึ้นมา ผมจึงคิดลองทำในวันจันทร์อีกวิชา เช้าวันจันทร์ต่อมา หลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จ แจ้งให้นักเรียนเอาหนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์ของตัวเองเข้าที่ประชุมด้วย พอถึงเวลาผมก็ให้ทุกคนอ่านและทำแบบฝึกหัดท้ายบทตั้งแต่บทที่ ๑ ใหม่ เพราะหลักสูตรคล้ายกัน พอเสร็จและตรวจความถูกต้องก็ให้ออกไปเล่นหรือทำอะไรก็ได้ตามใจนักเรียน
ผ่านไปอีก ๑ สัปดาห์ สังเกตเห็นกลุ่มหนึ่งทำเสร็จเร็วมาก แต่ส่วนใหญ่ยังนั่งเงียบ หมด ๓ ชั่วโมงก็ยังไม่เสร็จ พอตรวจสมุดแบบฝึกหัดที่ทำจึงรู้ว่านักเรียนทำไม่ได้ จึงเรียกนักเรียนกลุ่มนี้มาพูดคุย พบว่าเขาไม่เข้าใจจริงๆ อ่านก็ไม่เข้าใจ ถามเพื่อนก็ไม่เข้าใจ ผมก็อธิบายวิธีการทำก่อนให้อ่านและทำแบบฝึกหัดซ้ำๆกันอีก ๓ สัปดาห์ ก็ยังทำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ผมก็ชักจะหงุดหงิด เตรียมเอ็ดตะโรตำหนินักเรียน ดีที่มีอะไรมาสะกิดใจ นึกขึ้นมาได้ว่า ตัวเองก็เพิ่งมาเข้าใจวิชาคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้งก็เมื่อตอนเตรียมจะสอนนี่แหละ เลยใจเย็นขึ้น จึงขอให้นักเรียนที่เก่งทำครั้งเดียวเสร็จมาอธิบายให้เพื่อนฟัง ก็มีคนผ่านเพิ่มอีก แต่ก็ยังเหลืออีกมากที่ยังไม่ผ่าน
ผมเอะใจว่าน่าจะเป็นเพราะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไม่แน่นพอ ผมจึงลองถามคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนประถม ส่วนมากตอบได้แค่ชั้น ป.๔ พอเป็นเรื่องพีชคณิต (สมการ) หรือเรขาคณิต เริ่มตอบไม่ได้ ในสัปดาห์ต่อมาผมจึงออกข้อทดสอบคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษามา ๑ ฉบับ จำนวน ๕๐ ข้อ ถามตั้งแต่ ป.๑ - ป.๖ ทุกบทเรียน (ป.๑ ข้อ ๑-๕, ป.๒ ข้อ ๖-๑๐, ป.๓ ข้อ ๑๑-๒๐, ป.๔ ข้อ ๒๑-๓๐, ป.๕ ข้อ ๒๑-๔๐, ป.๖ ข้อ ๔๑-๕๐)
คราวนี้ได้หลักฐานชัดเจน พบว่า นักเรียนบางคนทำคณิตศาสตร์ได้แค่ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อก็มี คงมีความรู้แค่ ชั้น ป.๒ แต่ส่วนใหญ่จะแค่ชั้น ป.๔ พอถึงวันศุกร์ชั่วโมงประชุม ผมจึงแจ้งให้นักเรียนว่าต่อไปจะแบ่งเป็นกลุ่มระดับชั้นตามรายชื่อที่แจ้ง โดยผมให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม หาหนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์ของกลุ่มตัวเองมาด้วย ในเช้าวันจันทร์ถัดมา ผมจึงแบ่งกลุ่มนั่งใหม่ แต่ละกลุ่มก็นั่งศึกษาทบทวนแบบเรียนของตัวเองตั้งแต่บทที่ ๑ ใหม่ช่วยกันถาม ช่วยกันตอบ ช่วยกันอธิบาย ถ้าคิดว่ากลุ่มตัวเองพอเข้าใจก็ให้ทำแบบฝึกหัดท้ายบท ช่วงแรกผมก็เดินสำรวจและให้คำแนะนำแต่ละกลุ่ม ผ่านไป ๒ สัปดาห์ หลายคนดีขึ้นมาก จนสามารถทำแบบฝึกหัดท้ายบทได้ครบทุกบท ก็เลื่อนไปอยู่อีกกลุ่ม แต่ก็ยังมีนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจอยู่นั่นแหละ ครั้งต่อมาผมลงไปสอนอธิบายกลุ่มนั้นใหม่ ก็ยังไม่เข้าใจ เกือบหลุดด่านักเรียนว่าไอ้โง่ซะแล้ว ดีที่ยังมีวิญญาณครู (ความรักเด็ก สงสารเด็ก อยากช่วยเหลือเด็ก) อยู่บ้าง จึงไปเรียกเด็กที่เข้าใจคณิตศาสตร์เร็วมาสอนแทน ผลปรากฏว่า สอนกันอย่างไรไม่รู้ ครั้งเดียวรู้เรื่องทำได้ดีมาก จึงพยายามสังเกต พบว่า เขาพูดภาษาเดียวกัน อธิบายยกตัวอย่างจากสิ่งรอบตัวของเด็กๆ ด้วยกัน
จากประสบการณ์นี้ ทำให้ผมค้นคว้าหนังสือวิชาครูสมัยตอนเรียนวิทยาลัยครู ก็ยังไม่ได้คำตอบที่หายสงสัยได้ โชคดีที่สัปดาห์ต่อมาต้องไปประชุมเกี่ยวกับวัดผลใหม่ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของกรมวิชาการ จึงแวะเข้าร้านหนังสือศรีไกรลาศบุ๊คสโตร์ที่ตลาดตัวจังหวัด เจอหนังสือ “ชีวิต เสรีภาพ : ซัมเมอร์ฮิล ของ เอ เอส นีล แปลโดย คุณเตือนตา สุวรรณจินดา (ที่จำแม่นเพราะประทับใจหนังสือเล่มนี้มาก) และผสมเข้ากับเรื่องการวัดผลตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม หลักการเรียนรู้แบบ “Mastery Learning”ของ Bloom ที่ไปอบรม รวมทั้งบังเอิญไปเจอรายงานผลการจัดการเรียนสอนแบบไม่มีชั้นเรียน ของโรงเรียนดาราคาม และโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ จากห้องสมุดวิทยาลัยครูนครสวรรค์ ซึ่งวิธีที่ผมทำอยู่ก็คล้ายกับวิธีการเหล่านั้นหลายส่วน ทำให้ผมพอได้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่ผมประสบอยู่
หลังจากศึกษา-อ่าน ทั้งรายงาน และหนังสือชีวิตเสรีภาพ แบบซัมเมอร์ฮิล ผมจึงมาเรียบเรียง และกำหนดขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนของผม ดังนี้
- สำรวจสภาพการเรียน(ความรู้พื้นฐาน) ทุกวิชากับนักเรียนทุกคนก่อนที่จะเริ่มเรียน (ต่อมาหัวข้อนี้ สมัยผมเป็นผู้บริหาร -ที่ปรึกษาโรงเรียน ขอให้โรงเรียนได้กำหนดเป็นนโยบายว่า ข้อทดสอบนักเรียนที่จะเข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ทุกวิชาจะออกตั้งแต่ชั้น ป.๑-ป.๖ จะไม่ออกแค่ชั้น ป.๖ เหมือนเดิม เพื่อเป็นการให้ครูระดับมัธยมศึกษา ได้รู้สภาพการเรียนของเด็กจริงๆ จะได้ช่วยเหลือพัฒนาเด็กได้อย่างแท้จริง เพราะอย่างไรโรงเรียนชนบท ก็ต้องรับเด็กเข้าศึกษาต่อทุกคนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันคัดเลือกแบบโรงเรียนในตัวจังหวัด หรือกรุงเทพฯ)
- จำแนกนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามศักยภาพ ให้ศึกษาทบทวนการเรียนใหม่จากหนังสือแบบเรียนชั้นนั้นๆ ที่กลุ่มตัวเองยังไม่เข้าใจตั้งแต่ต้น ตามระดับกลุ่มของตัวเอง จะโดยเพื่อนในแต่ละกลุ่มช่วยกัน หรือ ขอให้เพื่อนนักเรียนกลุ่มที่เข้าใจเร็วกว่ามาช่วยสอนหรืออธิบายก็ได้
- เมื่อศึกษาจบแต่ละบท ให้ทำแบบฝึกหัดท้ายบท จนคิดว่าเข้าใจดีแล้ว ก็มาขอให้ครูทดสอบความรู้ในบทนั้นๆ (วิธีนี้ครูต้องเหนื่อยในการเตรียมข้อทดสอบแต่ละบทไว้อย่างน้อย ๕ ข้อขึ้นไป แต่ไม่เหนื่อยที่จะต้องพูด ต้องสอนเหมือนเดิม) ถ้าผ่าน (เกณฑ์ตัดสิน ๘๐) ก็ให้ศึกษาเรียนรู้บทต่อไป จนครบทุกบท ครูก็จะให้มีการทดสอบความรู้รวมทั้งระดับ และถ้าผ่านก็ขึ้นไปเรียนของระดับชั้นกลุ่มที่สูงขึ้นต่อไป โดยไม่กำหนดเวลาแต่อย่างใด
- ส่วนนักเรียนที่เก่ง เข้าใจเร็ว ก็จะศึกษาด้วยตนเองและขอทำข้อทดสอบประจำบทต่อไป โดยไม่ต้องรอใคร ครบทุกบทก็ขอทำข้อทดสอบระดับชั้นตัวเองได้เลย ถ้าผ่านเกณฑ์ ๘๐ ก็ขอเรียนรู้ชั้นที่สูงต่อไปได้ทันที
วิธีการที่ผมทำโดยบังเอิญนี้ จึงกลายมาเป็น “วิธีสอน” ที่แท้จริงต่อมาของผม และผมก็ภูมิใจตัวเองที่กลายเป็น “ครูที่สอนเป็น - สอนได้ - สอนดี” ได้ ตามที่ฝันไว้ก่อนมารับราชการครู
เมื่อผมได้วางระบบ ขั้นตอนการเรียนการสอนแบบซัมเมอร์ฮิล แบบไม่มีชั้นเรียน และตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูมกับเด็กในโรงเรียนที่ผมไปสอน ผลที่ได้ดีมากอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน มีเด็ก ๗ คน ที่สามารถเรียนรู้ได้เร็วเกือบทุกวิชา จนเรียนรู้และเข้าใจหนังสือแบบเรียนทุกวิชาที่ใช้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้ แม้จะเรียนด้วยตนเองก็ตาม เด็กกลุ่มนี้มาถามผมอยู่แค่ ๒ เรื่อง คือ วิธีคำนวณความเร็วของการพายเรือตามน้ำ ทวนน้ำ และสมการหลายชั้นเท่านั้น เมื่อสอบไล่ปลายปี ผมจึงพาเด็กกลุ่มนี้ ไปขอโรงเรียนประจำอำเภอ เข้าร่วมสอบความรู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่เขตการศึกษาเป็นคนออก แยกอีก ๑ ห้อง โดยใช้ข้อทดสอบที่นักเรียนปกติสอบเสร็จ สอบต่อทันทีทุกวิชา ผลปรากฏว่า นักเรียนทุกคนที่พาไปสอบผ่านเกิน ๕๐ % มี ๑ คนที่สอบผ่านเกิน ๖๕ % มี ๒ คนที่ผ่านเกิน ๗๐% จึงถามความสมัครใจว่าใครอยากอยู่ต่อ หรือ ขอไปศึกษาต่อในระดับมัธยมปีที่ ๔ นักเรียน ๓ คนขอจบ ผมจึงขออนุญาตครูใหญ่ออกใบสุทธิจบ ม.ศ.๓ ให้ (อาศัยระเบียบข้อ ๑๑ ว่าด้วยการวัดผลประเมินผลของกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๒๑) ซึ่งเด็กทั้ง ๓ คน ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนชั้นนำของจังหวัดได้ และเมื่อพอไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ไม่เท่าไหร่ ก็สอบเข้าศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมทหารได้ ๑ คน อีก ๒ คนเรียนต่อจนจบ ม.ศ. ๕ ก็สอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในคณะวิศวะ และรัฐศาสตร์ได้
ตอนแรกครูทุกคนไม่พอใจ บ่นผมและเด็กไปหลายวัน แต่พอเด็กสอบเข้า ม.ศ.๔ โรงเรียนประจำจังหวัดได้อยู่ห้องเรียนที่ดี จึงเลิกบ่นในที่สุด แต่โชคดีที่ตอนทำครูใหญ่เห็นด้วย ซึ่งครูใหญ่บอกว่า เป็นการกระตุ้นและพัฒนาศักยภาพของเด็ก และในปีการศึกษาต่อมา ทำให้เราได้เด็กเก่งที่พ่อแม่พาไปศึกษาต่อที่ตัวจังหวัด ผู้ปกครองก็พากลับมาขอศึกษาต่อที่นี่ เป็นผลทำให้เด็กทั้งโรงเรียนเอาใจใส่ในการเรียนเพิ่มขึ้น และกระตุ้นทำให้ผู้ปกครองรุ่นต่อมาส่งเด็กมาเรียนจำนวนมากขึ้นไปด้วย หลังจากเด็กรุ่นนี้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ สามารถไปศึกษาต่อจนจบมีอาชีพที่ดีทำทุกคน จึงเป็นที่นิยมของผู้ปกครองอยู่หลายปี
ต่อมาหลังจากมีถนนลาดยางดีขึ้น มีรถประจำทางวิ่งผ่านชุมชนไปตัวจังหวัดเกือบทุกชั่วโมง และโรงเรียนในตัวจังหวัดก็พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนทุกด้าน ยิ่งโรงเรียนนครสวรรค์มีนักเรียนสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีละหลายร้อยคน และโรงเรียนแห่งนี้ก็เปลี่ยนผ่านครูหลายรุ่น ความคึกคัก ความกระตือรือร้นที่จะทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างเต็มที่ก็น้อยลง สุดท้ายเด็กที่มีโอกาสและความพร้อมที่มาก ก็หันเข้าไปศึกษาต่อในตัวจังหวัดมากขึ้น โรงเรียนแห่งนี้จึงอยู่ในสภาพไปเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน
เล่าย้อนหลังนิดนะครับ มีนักเรียนอยู่แค่ ๖ คน ที่แม้จะพอแก้โจทย์ได้ แต่ก็ยังไม่เข้าใจคณิตศาสตร์ชั้นประถมปีที่ ๖ ครบทุกบท ติดอยู่ที่เรื่องสมการ เพราะนึกไม่ออกว่าทำไมต้องสมการ และจะต้องไปทำให้สมการทำไม พอเจอโจทย์แก้สมการที่มีตัวเลข/ตัวแปรมากขึ้น ก็ทำไม่ได้ แต่ก็สามารถเรียนทันเพื่อนตามหลักสูตรส่วนใหญ่ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ได้ ต่อมานักเรียนกลุ่มนี้เล่าให้ฟังว่า กว่าจะรู้เรื่องสมการดีพอก็ใกล้จะจบ ม.ศ. ๓ แล้ว สาเหตุที่เข้าใจ ก็คือ ของจากกระเป๋ากางเกง ๒ ข้างที่เพื่อนอธิบาย (ฮา)
ในภาคเรียนต่อมา ครูส่วนมากเริ่มหายคิดถึงบ้าน สามารถปรับตัวตามสภาพท้องถิ่นได้ ก็อยู่ประจำโรงเรียนมากขึ้น แต่ผมก็ยังให้วิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย เป็นวิชาที่สอนแบบที่ผมทำอยู่ตลอดปี ซึ่งก็ขอให้ครูช่วยแนะนำนักเรียนกลุ่มที่ยังไม่เข้าใจบางบท และช่วยออกข้อทดสอบประจำบท และข้อทดสอบรวมระดับชั้น หลายปีต่อมาครูเหล่านั้นชมเด็กรุ่นแรกให้ผมฟังว่า เก่ง สอนง่าย เอาใจใส่ในการเรียนสูง ผมจึงขอให้ครูทุกคนนึกถึงหลักฐานที่ครูเคยผ่านตาผลการเรียนและการทำแบบฝึกหัดว่า เริ่มต้นเด็กยังอ่อนมาก แต่เพราะเราช่วยเด็กให้เรียนรู้อย่างเข้าใจแท้จริงทุกบทตามหนังสือที่ใช้เรียนตามศักยภาพของเด็ก จึงทำให้เด็กจำนวนมากเรียนทันตามหลักสูตรที่กำหนดแต่ละระดับชั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าครูเหล่านั้นจะเข้าใจชื่นชมวิธีการนี้ดีขนาดใด เพราะอีก ๓ ปีต่อมา ได้ข่าวว่าผู้บริหารคนใหม่ได้เลิกใช้วิธีการของผม เพราะมีครูครบทุกวิชา และเข้าใจว่าครูที่ช่วยกันทำงานตอนนั้น ขอย้ายกลับภูมิลำเนาไปโรงเรียนต่างๆ จนเกือบหมดนั่นแหละ
สรุปได้ว่า วิธีการสอนแบบที่ผมทำ เป็นวิธีสอนที่ดีที่สุดในโลกตามทัศนะของผม เด็กได้ประโยชน์สูงสุด เด็กได้เรียนตามศักยภาพของตนเอง อย่างมีคุณภาพและประสิทธิการเรียนรู้แท้จริง แต่วิธีนี้อาจไม่ได้ผลดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น แรงจูงใจที่ครูจะกระตุ้นให้กับเด็กมีน้อย ขาดสื่อที่มีคุณภาพที่เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูมีภารกิจพิเศษนอกเหนือจากการสอนมากไป ผู้บริหารที่ไม่มุ่งมั่นต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้บริหารและครูใจไม่กว้างพอที่จะให้โอกาสเด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ยอมให้เวลาที่เพียงพอต่อการเรียนรู้ (ทั้งๆที่ มีตัวอย่างการเรียนแบบ “คุมอง” มีการเผยแพร่ ทำกิจการหารายได้จนร่ำรวย และเด็กก็เก่งขึ้นจริง มีอยู่มากทุกจังหวัด และยังมีการสอนแบบรามคำแหง, มสธ. ให้เห็นผลสำเร็จแบบประจักษ์ต่อสายตา ก็ยังไม่สนใจ ยังคิดและ(หลง)เชื่ออยู่นั่นแหละว่า...ถ้าครูไม่สอน แล้วเด็กจะมีความรู้และเรียนรู้ได้อย่างไร)
แต่ถ้าเผอิญมีครูเอาจริงต่อวิธีการแบบนี้ ส่วนมากทำไม่กี่ปีก็หมดแรง เลิกไปในที่สุด เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ เหนื่อยใจจากผู้บริหารและเพื่อนครูมากกว่า สุดท้ายเมื่อครูที่ตั้งใจอยากเป็นครูหมดแรง และมีน้อยลง ครูส่วนใหญ่ก็วนเข้าไปหาวงจรอุบาทว์แบบเดิม คือ ถึงชั่วโมงก็เข้าไปสอน-อธิบายตามหนังสือเรียน และบ่นพึมพำกับนักเรียนทุกชั่วโมง ที่แย่กว่านั้น บางคนเข้าไปด่านักเรียน ข่มขู่นักเรียน บางคนก็ขยันเล่าชีวิตครอบครัวตัวเองให้เด็กฟัง (วิชาครอบครัวศึกษา) และขายของให้เด็กซื้อ มีรายได้ดีกว่าตั้งใจสอนเพื่อเด็กเสียอีก ฯลฯ
สงสารเด็กไทยในอนาคต !! เรามาช่วยกันส่งเสริมครูที่มีวิธีการสอนที่ดี ให้มากขึ้นนะครับ
………
สิ่งที่ผมเกิดการเรียนรู้ในปีการศึกษานี้ คือ เมื่อเราตั้งใจทุ่มเททำทุกสิ่งด้วยใจจริง
เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้ดีขึ้น ทั้งศักยภาพและจิตใจ
มันจะเหมือนมีอะไรบางอย่าง มาบันดาลให้เราเจอทางออก
หรือทางแก้ปัญหาในความฝัน หรือ ฉุกคิดขึ้นได้ระหว่างนั่งสมาธิ
หรือ เจอวิธีการที่ดีๆ จากสิ่งที่ผ่านตา - เจอข้อความเด็ดๆ จากหนังสือที่พบเจอ
หรือเจอหนังสือดีๆ ในร้านค้าและห้องสมุด หรือคำพูดที่ช่วยสะกิดใจจากคนที่เราพบ
จริงๆแล้ว นั่นคือ “อำนาจของพลังจิต” ที่เกิดจากความมุ่งมั่นแน่วแน่
ที่เราตั้งใจคิด(เจตจำนง) ที่จะทำทุกอย่างให้ได้ผลดีที่สุดต่อนักเรียนหรือผู้อื่น
พลังจิตจากสมาธิ และอำนาจจิตใจที่มุ่งจะทำเพื่อส่วนรวมด้วยไม่หวังผลตอบแทนนั่นแหละ
จะช่วยให้เราเกิดสติปัญญา เข้าใจอะไรได้ง่ายถ่องแท้ยิ่งขึ้นเสมอ.