ในสมัยยุคปัจจุบัน มนุษย์ทั้งหลายมีกิเลสมากขึ้น ทั้งโลภะ โทสะ และโมหะ ความเป็นอยู่ในสังคมตั้งแต่สังคมขนาดเล็กคือในครอบครัว และสังคมที่ขยายออกไป ในสถานที่ประกอบการงานอาชีพ สังคมของประเทศชาติ และสังคมของโลกคือระหว่างประเทศต่อประเทศ ความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน นับเป็นมาตรการหรืออุบายวิธีประการหนึ่ง ที่จะรักษาผลประโยชน์ รักษาความสงบร่มเย็นเอาไว้ได้ ความอวดดื้อถือดีในครอบครัวถึงต้องวิวาทบาดหมางกัน ความอวดดีของผู้นำของบางประเทศทำให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ ผู้คนล้มตายมากมาย

การให้ส่วนบุญนี้ ผู้กระทำสามารถอุทิศให้ทั้งผู้ตายไปแล้ว และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เรียกว่าบุญเป็นนามธรรม ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ การให้วัตถุสิ่งของนั้น เมื่อให้สิ่งใดๆ ไปแล้ว วัตถุเหล่านั้นย่อมหมดไป แต่การอุทิศส่วนบุญ อุทิศแล้ว กลับได้บุญเพิ่มพูนยิ่งขึ้น เสมือนการจุดโคมไฟ เมื่อเราจุดขึ้นแล้ว และยอมให้ผู้อื่นนำโคมของเขามาจุดไฟต่อจากเรา ยิ่งมากคนเท่าใด แสงสว่างย่อมมีปริมาณมากยิ่งขึ้น การให้ผู้อื่นจุดไฟต่อจากเรา เหมือนเรายอมแบ่งส่วนบุญที่เรากระทำแล้วให้ผู้อื่น ข้อสำคัญเป็นการ “แบ่งส่วน” คือมิได้ให้ทั้งหมด เหมือนการจุดไฟต่อ มิใช่ยกโคมไฟของเราให้เขาการอนุโมทนารับส่วนบุญที่เขาอุทิศให้มาเป็นบุญที่เกิดจากการเห็นดีด้วย คล้อยตาม มีความปีติยินดีอิ่มใจในส่วนบุญที่เขาอุทิศให้มา คำว่า ปัตติ ในข้อที่ ๖ เป็นบุญกุศลที่ตนเองพยายามก่อสร้างขึ้น แล้วแบ่งให้ผู้อื่นส่วนคำว่า ปัตติในข้อนี้ หมายเอาบุญกุศลที่ผู้อื่นกระทำแล้วแบ่งให้มา“ปาปียตีติ = ปัตติ กุศลที่คนอื่นพึงอุทิศให้ ฉะนั้นชื่อปัตติ เมื่อผู้ใดอุทิศส่วนกุศลมาให้”จะโดยการเปล่งวาจา การแจ้งด้วยตัวหนังสือ หรือวิธีใดก็ตาม เมื่อผู้รับทราบและเปล่งวาจาว่า “สาธุ” คือดีแล้วในกระทำ โดยเจตนายินดีด้วยนั้น เจตนาอันนี้เรียกว่า ปัตตานุโมทนะ เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นการอนุโมทนาที่ทำให้เกิดบุญกุศลมาก คือต้องเป็นเจตนาที่กระทำด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา ถ้าเปล่งวาจาสาธุตามมารยาท จิตใจรู้สึกเฉยๆ ขาดปัญญา บุญกุศลย่อมไม่สมบูรณ์</p><p>สำหรับการที่เราเห็นผู้หนึ่งผู้ใดประกอบคุณงามความดีต่างๆ เช่นเห็นเขากำลังทำกุศล บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือได้เห็นคำจารึกชื่อเจ้าของ ผู้สร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ ก็เกิดปีติโสมนัสด้วย โดยที่ผู้นั้นมิได้กล่าวอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนี้ไม่ถือเป็นปัตตานุโมทนาโดยตรง ถือเป็นเพียงอนุโลมเท่านั้น ความปีติยินดีต่อการทำความดีของผู้อื่น แม้จะกล่าวคำสาธุออกมาหรือไม่ก็ตาม นับว่าเป็นสิ่งควรกระทำ เป็นการแสดงมุทิตาจิต กำจัดความเป็นคนขี้อิจฉาริษยา ถึงจะได้บุญกุศลทางปัตตานุโมทนาไม่สมบูรณ์ แต่ย่อมได้ประโยชน์ต่อจิตใจในด้านอื่น ส่วนบุญกุศลที่ผู้อื่นแบ่งมาให้มี ๒ ประการอุททิสสิกปัตติ ส่วนบุญที่เขาแผ่ให้โดยเจาะจงอนุททิสสิกปัตติ ส่วนบุญที่เขาแผ่ให้โดยไม่เจาะจงอุททิสสิกปัตติ ผู้ที่ได้รับส่วนบุญชนิดนี้ เมื่อกล่าวอนุโมทนาว่า สาธุ แล้วย่อมได้รับผลทันที เช่นการอุทิศส่วนบุญโดยเฉพาะเจาะจงให้แก่ญาติที่เป็นเปรตคือเปรตประเภทที่มีความเป็นอยู่เนื่องด้วยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศมาให้ คือ ปรทัตตุปชีวิกเปรต